โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก สาเหตุและการปกป้องผิวแพ้ง่าย

 

 

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ เทอดพงศ์ เต็มภาคย์

                                                               ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก ลักษณะที่สำคัญของโรคคือ เด็กจะมีผิวหนังแห้ง แดงอักเสบที่มีลักษณะจำเพาะเจาะจง และมีอาการคันมาก นอกจากนี้ผิวหนังจะไวต่อกระตุ้นภายนอกที่ทำให้มีผื่นขึ้นเป็นๆ หายๆ หลายครั้งที่คุณแม่มักประสบปัญหาลูกน้อยงอแงในเวลานอน  ร้องไห้หรือตื่นกลางดึก เนื่องจากถูกรบกวนจากอาการคัน กระทบต่อคุณภาพการนอน พัฒนาการ และอาจเกิดเป็นปัญหาใหญ่ได้ในอนาคต ดังนั้นการรู้สาเหตุของโรคและรู้วิธีการรับมืออย่างถูกต้อง  จึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

            ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีพ่อแม่หรือญาติใกล้ชิดเป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้ เช่น หอบหืด แพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ผิวหนังร่วมด้วย

            

อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

            ลักษณะของโรคที่พบแตกต่างกันตามอายุ ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมีอาการก่อนอายุ 5 ปี อาจแบ่งอาการของโรคนี้ออกเป็น 3 ช่วงอายุ คือ 

วัยทารก พบตั้งแต่อายุ 2-3 เดือนขึ้นไป ผื่นจะขึ้นบริเวณแก้ม ใบหน้า ศีรษะ ลำตัว ด้านนอกของแขนขา ข้อมือและข้อเท้า โดยลักษณะผื่นจะเป็นตุ่มแดง คัน หรือตุ่มน้ำใสมีน้ำเหลืองซึม ต่อมาอาจแห้งเป็นสะเก็ด

วัยเด็กโต ผื่นจะขึ้นเป็นตุ่ม หรือปื้นแดงหนาที่คอ ข้อพับต่างๆ เช่น ข้อพับของแขนและขาทั้ง 2 ข้าง มีอาการคันมากและเกาจนเป็นผื่นหนา แข็ง มีขุย โดยเฉพาะถ้าเป็นผื่นเรื้อรัง

วัยผู้ใหญ่ ผื่นจะเหมือนในเด็กโต แต่อาจมีผื่นที่ข้อมือและข้อเท้าร่วมด้วย พบได้บ่อยที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในรายที่มีอาการเป็นมาก ผื่นสามารถขึ้นได้ทั่วร่างกาย

นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะมีผิวไวต่อสภาพแวดล้อม เช่น เหงื่อ ความร้อน ความเย็น สารเคมีที่ระคายเคืองต่างๆ

หรือผิวหนังอาจติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเกิดจากการตอบสนองที่ผิดปกติของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย   

                          

การรักษา

  1. การหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ผื่นกำเริบ
    • ไม่ควรอาบน้ำบ่อยๆ ไม่ควรใช้น้ำที่อุ่นหรือร้อนจนเกินไป และไม่ขัดถูผิวแรงๆ ขณะอาบน้ำ
    • เลือกใช้สบู่อ่อนๆ ที่เหมาะสมกับผิวแพ้ง่าย ไม่ควรฟอกสบู่บ่อยเกินไป ไม่ควรใช้สบู่ที่มีความเป็นกรดหรือด่างรุนแรง
    • เลือกใช้เสื้อผ้าเนื้อนุ่ม โปร่ง ใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่ควรใส่เสื้อขนสัตว์ ผ้าเนื้อหนาหยาบจนเกินไป
    • ทารกที่มีประวัติครอบครัวที่เสี่ยงต่อโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ควรแนะนำให้ดื่มนมมารดา เพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้นมวัว ไม่รับประทานอาหารที่ทราบแน่ชัดว่าทำให้ผื่นกำเริบ

       

  2. การให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวโดยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ เช่น โลชั่น ครีมบำรุง  ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับผู้ป่วยผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เติมสารไขมันโอเมกา 6 และสารเซรามายด์เพื่อทำให้ผิวหนังที่แห้งกลับมาชุ่มชื้น สมบูรณ์แข็งแรง  ร่วมกับสารต้านฤทธิ์การอักเสบของผิวหนัง เช่น สารสกัดลิโคชาลโคนเอ ที่ได้จากชะเอมเทศเพื่อช่วยลดอาการอักเสบ แดง ลดอาการคันทำให้ผิวชุ่มชื้นยาวนาน ปราศจากน้ำหอม สีและสารกันเสีย ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองผิว

 

3. การทายาลดอาการอักเสบ

ยาทาสเตียรอยด์ หรือยาทากลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ Topical Calcineurin Inhibitor (TCI) ได้แก่ tacrolimus และ pimecrolimus ใช้ทาเฉพาะตำแหน่งที่มีผื่นแดงอักเสบ เมื่ออาการทุเลาแล้วควรหยุดใช้ และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น การทาติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้มีผลข้างเคียงเฉพาะที่หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเป็นตุ่มหนอง หรือน้ำเหลืองซึม ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับแนะนำการทำความสะอาดแผล อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือกินร่วมด้วย