เอสโตรเจน

เอสโตรเจนคืออะไร มีหน้าที่อย่างไร และส่งผลต่อผิวอย่างไร

อ่านแล้ว 1 นาที
แสดงบทความเพิ่มเติม

Estrogen (เอสโตรเจน) คือฮอร์โมนเพศหญิงที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ มีหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นร่างกายผู้หญิงจะผลิตเอสโตรเจนและเปลี่ยนจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ และค่อยๆน้อยลงเมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น ทำให้เกิดอาการหนาวๆร้อนๆ เหงื่อออกมากหรือหนาวสั่น และฮอร์โมนเอสโตรเจนมีประโยชน์ทั้งต่อผิวพรรณ ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโต รวมถึงด้านอารมณ์ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับดูแลร่างกายและสุขภาพของผู้หญิงโดยเฉพาะ

ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) คืออะไร?

ฮอร์โมนเอสโตรเจน คือฮอร์โมนเพศหญิงที่สำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิง ผลิตจากรังไข่เป็นส่วนใหญ่ และมีส่วนน้อยที่ผลิตจากต่อมหมวกไตและเซลล์ไขมัน โดยจะมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเพศ ลักษณะของเพศหญิงต่างๆ การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ และการหมดประจำเดือน กระดูก สมอง หลอดเลือด และสุขภาพผิว แม้มักเรียกว่า “ฮอร์โมนเพศหญิง” แต่ร่างกายของทุกเพศมีเอสโตรเจน เพียงมีระดับและบทบาทแตกต่างกัน

ฮอร์โมนเอสโตรเจนผลิตจากที่ใด

ในวัยเจริญพันธุ์ รังไข่เป็นแหล่งผลิตเอสโตรเจนหลัก ขณะที่ต่อมหมวกไตและเนื้อเยื่อไขมันสามารถสร้างหรือเปลี่ยนสารตั้งต้นบางชนิดให้เป็นเอสโตรเจนได้ ระหว่างการตั้งครรภ์ รกเป็นแหล่งผลิตเอสโตรเจนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

เอสโตรเจนชนิดสำคัญประกอบด้วย

  • เอสตราไดออล (Estradiol หรือ E2): เป็นเอสโตรเจนชนิดเด่นในวัยเจริญพันธุ์และเป็นชนิดที่มักตรวจในเลือด
  • เอสโตรน (Estrone หรือ E1): เป็นชนิดที่พบเด่นขึ้นหลังหมดประจำเดือน
  • เอสไตรออล (Estriol หรือ E3): เป็นชนิดที่เพิ่มขึ้นมากระหว่างการตั้งครรภ์

ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีหน้าที่อะไร?

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีหน้าที่ในการควบคุมการมีประจำเดือนและการหมดประจำเดือนของเพศหญิงและยังดูแลเรื่องระบบของอวัยวะต่างๆในร่างกายอีกด้วย และทำงานร่วมกับฮอร์โมนอื่น เช่น โปรเจสเตอโรน FSH และ LH
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด  ควบคุมการผลิตคอเลสเตอรอล ทั้ง คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และเพิ่มระดับของคอเลสเตรอลที่ดี (HDL)
  • ระบบกล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ  นอกจากนี้ยังช่วยในการรักษาคอลลาเจนเพื่อคงความยืดหยุ่นให้กับผิว ซึ่งฮอร์โมนนี้จะเริ่มมีปริมาณลดลงตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปีเป็นต้นไป และอีกหน้าที่ของฮอร์โมนเอสโตรเจนก็คือการกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ทำให้ผิวของเรานั้นไม่เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
  • ระบบประสาทและสมอง ช่วยเรื่องความทรงจำและเรื่องของการนอน รักษาสมดุลทางด้านอารมณ์และจิตใจ 

การเปลี่ยนแปลงของเอสโตรเจนในแต่ละช่วงวัยของผู้หญิง

ระดับเอสโตรเจนจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยของผู้หญิง:

  • วัยเริ่มสาว (Puberty): ระดับเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น การมีหน้าอก การมีประจำเดือนครั้งแรก
  • วัยเจริญพันธุ์ (Reproductive years): ระดับเอสโตรเจนจะขึ้นๆ ลงๆ ตามรอบประจำเดือน มีระดับสูงสุดในช่วงตกไข่ ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของสรีรวิทยาตามปกติ
  • การตั้งครรภ์ (Pregnancy): ระดับเอสโตรเจน (โดยเฉพาะเอสตริออล) จะสูงขึ้นมาก เพื่อสนับสนุนการตั้งครรภ์แอย่าง มดลูก รก เต้านม และการเจริญเติบโตของทารก
  • วัยก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause): เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน รังไข่เริ่มทำงานลดลง ทำให้ระดับเอสโตรเจนเริ่มไม่สม่ำเสมอและค่อยๆ ลดต่ำลง อาจเริ่มมีอาการต่างๆ เช่น ประจำเดือนมาผิดปกติ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน นอนหลับยาก หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง
  • วัยหมดประจำเดือน (Menopause): รังไข่หยุดผลิตเอสโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระดับเอสโตรเจนในร่างกายต่ำลงมาก ส่งผลให้เกิดอาการวัยทองต่างๆ และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ

อาการที่อาจสัมพันธ์กับเอสโตรเจนต่ำ

อาการที่อาจพบเมื่อระดับเอสโตรเจนต่ำ ได้แก่

  • ประจำเดือนมาน้อย ผิดปกติ หรือขาดประจำเดือน
  • ร้อนวูบและเหงื่อออกกลางคืน
  • นอนหลับยากหรือรู้สึกอ่อนเพลีย
  • ช่องคลอดแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลง
  • ผิวแห้ง บาง หรือสูญเสียความยืดหยุ่น
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงหรือสมาธิลดลง ความหนาแน่นของกระดูกลดลงเมื่อระดับต่ำเป็นเวลานาน

เอสโตรเจนต่ำอาจสัมพันธ์กับวัยหมดประจำเดือน ภาวะรังไข่ทำงานลดลงก่อนวัย การออกกำลังกายหนักร่วมกับได้รับพลังงานไม่เพียงพอ น้ำหนักตัวต่ำ ยาบางชนิด หรือความผิดปกติของระบบฮอร์โมน การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาอายุ ประวัติประจำเดือน ยาที่ใช้ อาการและผลตรวจอื่นร่วมกัน

เกิดอะไรขึ้นถ้าฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่สมดุล?

ฮอร์โมนเอสโตรเจนควรสมดุลอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาระบบอวัยวะต่างๆของร่างกายให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ หรือเกิดความผิดปกติในเรื่องผิวพรรณ เช่น ผิวแห้งหรือเกิดรอยเหี่ยวย่นปัจจัยที่มีผลต่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความเครียดสะสมเรื้อรัง อาหารที่รับประทาน รวมถึงยาหรือสารเคมีที่รับเข้าสู่ร่างกาย หากฮอร์โมนมากไปหรือน้อยเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง

 

อาการเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเกินไป

ระดับเอสโตรเจนที่สูงกว่าที่คาดอาจพบได้ตามธรรมชาติในบางช่วงของรอบเดือนและระหว่างตั้งครรภ์ หรืออาจสัมพันธ์กับยาฮอร์โมน ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคบางชนิด
  • ส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • ทำให้เกิดอาการก่อนมีประจำเดือนผิดปกติ เช่น อยากรับประทานของหวาน ตัวบวม น้ำหนักขึ้นไว ปวดไมเกรน คัดตึงเต้านม
  • นอนหลับยากขึ้น อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
  • อาจทำให้เกิดเนื้องอก ถุงน้ำเต้านม มดลูก หรือรังไข่
  •  

ฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลต่อผิวอย่างไร

  • ความชุ่มชื้นของผิว: เอสโตรเจนช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นของผิวโดยกระตุ้นการผลิตกรดไฮยาลูโรนิกซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีขึ้น มีส่วนช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำและดูอ่อนเยาว์ เมื่อระดับเอสโตรเจนลดลง ผิวอาจกักเก็บน้ำได้น้อยลง จึงรู้สึกแห้ง ตึง หรือระคายเคืองง่ายขึ้น
  • การผลิตคอลลาเจน: เอสโตรเจนช่วยเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยเรื่องโครงสร้างแก่ผิวหนัง คอลลาเจนจะช่วยคงความยืดหยุ่นของผิว กระชับ และลดเลือนรอยเหี่ยวย่น
  • การผลิตน้ำมัน: เอสโตรเจนสามารถควบคุมการผลิตน้ำมันตามธรรมชาติของผิว สำหรับการรักษาความชุ่มชื้นของผิว แต่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้เกิดการผลิตซีบัมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดสิวมากขึ้น
  • การควบคุมเมลานิน: เอสโตรเจนมีส่งผลต่อการผลิตเมลานินซึ่งเป็นเม็ดสีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสีผิว สามารถช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอขึ้นและป้องกันแสงแดดได้
 เอสโตรเจน

ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สมดุลควรมีค่าเท่าไหร่?

  • ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์จะมีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ 15-350 pg/mL โดยจะแตกต่างกันในช่วงของการตกไข่และมีประจำเดือน
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดต่ำลงที่ <10 pg/mL หากมีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไปอาจทำให้มีการสะสมไขมันมากขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ทำให้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิดและไขมันในเส้นเลือด

ฮอร์โมนเอสโตรเจน กับ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน แตกต่างกันอย่างไร?

ประเด็น เอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน
บทบาทในรอบเดือน ช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และสนับสนุนการตกไข่ ช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะกับการฝังตัวหลังตกไข่
ช่วงที่เด่น เพิ่มขึ้นก่อนตกไข่ เพิ่มขึ้นหลังตกไข่
การตั้งครรภ์ สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของมดลูก รกและเต้านม ช่วยคงสภาพเยื่อบุโพรงมดลูกและสนับสนุนการตั้งครรภ์
ระบบอื่น กระดูก สมอง หลอดเลือด ช่องคลอดและผิว อุณหภูมิร่างกาย เต้านม การนอนและการทำงานร่วมกับเอสโตรเจน
ฮอร์โมนทั้งสองชนิดทำงานสัมพันธ์กัน การประเมินคำว่า “ฮอร์โมนสมดุล” จึงไม่ควรพิจารณาเอสโตรเจนเพียงค่าเดียว

6 อาหารที่ช่วยดูแลรักษาระดับเอสโตรเจน

การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจนในวันหลังไข่ตก มีส่วนช่วยรักษาระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งสารเลือกรับประทานอาหารต่างๆ และควรรับประทานแต่พอดี การรับประทานมากไปก็อาจทำให้เกิดอาการฮอร์โมนเสียสมดุลด้วยเช่นกัน

 

ผลไม้สด

เป็นอาหารที่มีไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยเสริมสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งผลไม้สดที่มีสารไบโอฟลาโวนอยด์อยู่มาก เช่น มะขาม ส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะนาว

 

ดื่มน้ำมะพร้าว

เพราะในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนอสโตรเจนสูง ช่วยทดแทนฮอร์โมนในช่วงที่สวิงดาวน์ลงได้ นอกจากนี้ก็มีส่วนช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ด้วยกระบวนการที่คล้ายกับการดีท็อกซ์อีกด้วย

 

น้ำเต้าหู้

เพราะถั่วเหลืองในน้ำเต้าหู้นอกจากจะเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง แล้วยังมี ฮอร์โมนไฟโตเอสโตรเจนทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยปรับฮอร์โมนของผู้หญิงที่ขาดไป

 

วิตามินบี

วิตามินบีมีส่วนสำคัญในการสร้างและกระตุ้นฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย หากร่างกายมีวิตามินบีในระดับที่ต่ำอาจทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง

 

วิตามินดี

วิตามินดีและฮอร์โมนเอสโตรเจนทำงานร่วมกันช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยวิตามินดีมีบทบาทในการสังเคราะห์ฮอร์โมนเอสโตรเจน

 

การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์

มีส่วนช่วยต่อต้านผลกระทบของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีมากเกินไปทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้อย่างเหมาะสมพร้อมลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งท่อปัสสาวะ และมะเร็งรังไข่

แนวทางดูแลสุขภาพพื้นฐานประกอบด้วย

  1. รับประทานอาหารหลากหลาย โดยเน้นโปรตีน ผัก ผลไม้ ธัญพืช และแหล่งแคลเซียมที่เหมาะสม
  2. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและแรงต้านเพื่อสนับสนุนกระดูกและกล้ามเนื้อ
  3. นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด
  4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวแห้งและทาผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำ
  6. ไม่ซื้อฮอร์โมนหรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าปรับฮอร์โมนมาใช้เอง
  7. พบแพทย์เมื่ออาการรบกวนชีวิตประจำวันหรือมีความผิดปกติต่อเนื่อง

การรักษาภาวะเอสโตรเจนต่ำขึ้นอยู่กับสาเหตุ บางคนอาจต้องปรับโภชนาการหรือการออกกำลังกาย ขณะที่บางคนอาจได้รับการพิจารณาฮอร์โมนบำบัดหรือการรักษาแบบไม่ใช้ฮอร์โมน ฮอร์โมนบำบัดไม่ได้เหมาะกับทุกคนและต้องประเมินประโยชน์ ความเสี่ยง ประวัติสุขภาพ และรูปแบบยาร่วมกับแพทย์

ควรพบแพทย์เมื่อใด

ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • ประจำเดือนขาดโดยไม่ทราบสาเหตุหรือประจำเดือนผิดปกติต่อเนื่อง
  • ร้อนวูบ นอนไม่หลับ หรืออาการวัยทองรบกวนการใช้ชีวิต
  • ช่องคลอดแห้ง เจ็บ หรือมีอาการทางปัสสาวะต่อเนื่อง
  • มีเลือดออกจากช่องคลอดหลังหมดประจำเดือน
  • ประจำเดือนมามากผิดปกติหรือมีเลือดออกระหว่างรอบ
  • คลำพบก้อนที่เต้านมหรือมีความผิดปกติของเต้านม
  • สงสัยภาวะรังไข่ทำงานลดลงก่อนวัย
  • ต้องการใช้ฮอร์โมนทดแทน ยาคุม หรือผลิตภัณฑ์เสริมฮอร์โมน
เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนสำคัญของเพศหญิงและเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาดูแลผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์ และมีสุขภาพดี เป็นหัวใจแห่งความงามของผู้หญิงทุกคนที่ต้องการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่, การออกกำลังกาย, การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ หรือ การมีสุขภาพจิตที่ดี ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยทำให้เรามีสุขภาพที่ดีและมีผิวที่อ่อนเยาว์ได้

แนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนเปลี่ยนแปลง

เอสโตรเจนมีผลโดยตรงต่อการผลิตกรดไฮยาลูรอนิกและคอลลาเจนในผิว เมื่อระดับเอสโตรเจนลดลงตามวัยหรือช่วงเปลี่ยนผ่านของร่างกาย จึงเป็นเรื่องปกติที่ผิวจะเริ่มขาดความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นได้ง่ายขึ้น การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมช่วยเสริมการทำงานของคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิกจากภายนอกจึงเข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้ได้ อย่าง Eucerin Hyaluron-Filler Epicelline Serum เซรั่มที่พัฒนาขึ้นตามศาสตร์ Epigenetic Science ด้วยนวัตกรรม Age Clock Technology ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร พร้อมสาร Epicelline® ที่ช่วยฟื้นบำรุงเซลล์ผิวอย่างต่อเนื่อง เสริมด้วยกรดไฮยาลูรอนิกทั้งโมเลกุลใหญ่และเล็กที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและกระชับผิว และสาร Glycine Saponin ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติของผิว ให้ผิวดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงภายใน 4 สัปดาห์

 

เพื่อดูแลผิวอย่างครบวงจรทั้งกลางวันและกลางคืน แนะนำให้ใช้ต่อด้วย Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Day Care SPF30 ที่มีส่วนผสมเดียวกับเซรั่ม พร้อมค่า SPF30 ปกป้องผิวจากรังสียูวี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งการเสื่อมของคอลลาเจน และ Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Night Care ที่มี Bakuchiol สารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ในลักษณะใกล้เคียงกับเรตินอล (retinol-like active) ช่วยฟื้นบำรุงผิวระหว่างการพักผ่อนตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผิวซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด

 

นอกจากนี้ เนื่องจากเอสโตรเจนยังมีผลต่อการควบคุมเมลานินในผิวตามที่กล่าวไปข้างต้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจึงอาจทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอได้ง่ายขึ้นในบางคน การทาผลิตภัณฑ์กันแดดควบคู่กันเป็นประจำทุกวันจึงยังเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในทุกช่วงวัย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอสโตรเจน (5)

  • ผู้ชายมีฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือไม่

    มี ร่างกายผู้ชายสามารถสร้างเอสโตรเจนจากการเปลี่ยนฮอร์โมนแอนโดรเจน เอสโตรเจนมีบทบาทต่อกระดูก สมอง และระบบสืบพันธุ์ แต่ระดับโดยทั่วไปต่ำกว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
  • เอสโตรเจนต่ำทำให้ผิวแห้งหรือไม่

    อาจมีส่วน เอสโตรเจนเกี่ยวข้องกับคอลลาเจน การอุ้มน้ำ และเกราะป้องกันผิว เมื่อระดับลดลง ผิวอาจแห้ง บาง และยืดหยุ่นน้อยลง แต่แสงแดด อายุ สภาพอากาศและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็มีผลเช่นกัน
  • กินน้ำเต้าหู้ช่วยเพิ่มเอสโตรเจนหรือไม่

    น้ำเต้าหู้มีไอโซฟลาโวนซึ่งเป็นไฟโตเอสโตรเจน แต่ไม่ใช่เอสโตรเจนของร่างกายและไม่สามารถใช้แทนฮอร์โมนบำบัดได้ สามารถรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลหากไม่มีข้อจำกัดเฉพาะบุคคล
  • น้ำมะพร้าวช่วยเพิ่มเอสโตรเจนหรือไม่

    ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าน้ำมะพร้าวสามารถเพิ่มหรือทดแทนเอสโตรเจนในร่างกายได้ น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่ให้ของเหลว น้ำตาลและแร่ธาตุบางชนิด แต่ไม่ควรใช้รักษาอาการจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • เอสโตรเจนต่ำต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนทุกคนหรือไม่

    ไม่จำเป็น การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ อายุ ความรุนแรงของอาการ ประวัติสุขภาพ และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ควรประเมินร่วมกับแพทย์ก่อนใช้ฮอร์โมนทุกครั้ง

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง