

PRP คืออะไร
PRP (PLATELET RICH PLASMA) คือ พลาสมา (ส่วนประกอบที่เป็นของเหลวในเลือด) ซึ่งมีความเข้มข้นของ "เกล็ดเลือด" สูงกว่าระดับปกติ 3-8 เท่า ถูกสกัดออกมาโดยการนำเลือดของคนไข้เองไปผ่านกระบวนการปั่นเหวี่ยง (Centrifugation) เพื่อแยกชั้นเลือดแดง เลือดขาว และพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นออกจากกัน และนำเกล็ดเลือด (Platelets) ที่มีความเข้มข้นสูงออกมา เกล็ดเลือดเหล่านี้อุดมไปด้วย Growth Factors ซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกาย มีหน้าที่ไปกระตุ้นให้เซลล์ กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนให้ร่างการของเราซ่อมแซมตัวเองได้ดีมากขึ้น
หลักการทำงานของ PRP
PRP ช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง
ด้านความงาม (Aesthetics)
- ฟื้นฟูผิวหน้า (PRP Facial Rejuvenation): ลดเลือนริ้วรอยร่องตื้น เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูอ่อนเยาว์
- รักษาหลุมสิวและรอยแผลเป็น: กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น
- กระชับรูขุมขน: ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
- ลดรอยคล้ำใต้ตา: เพิ่มการไหลเวียนเลือดและสร้างคอลลาเจนบริเวณใต้ตาที่บอบบาง
ด้านเส้นผมและหนังศีรษะ (Hair Restoration)
- รักษาภาวะผมบางและผมร่วง: กระตุ้นรากผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วง และส่งเสริมการงอกใหม่ของเส้นผม โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ (Androgenetic Alopecia) ในระยะเริ่มต้น
ด้านกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ (Orthopedics)
- บรรเทาอาการข้อเสื่อม: โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม การฉีด PRP ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการซ่อมแซมกระดูกอ่อน
- รักษาอาการบาดเจ็บของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ: เร่งกระบวนการฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหายหรืออักเสบ
PRP แบบฉีดกับ PRP ร่วม Microneedling ต่างกันอย่างไร

ขั้นตอนการทำ PRP
1. แพทย์ประเมินความเหมาะสม
แพทย์จะซักประวัติ ตรวจบริเวณที่จะรักษา และประเมินโรคประจำตัว ภาวะเลือดออกง่าย การติดเชื้อ การตั้งครรภ์ รวมถึงยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่
2. เจาะเลือด
แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จะเก็บเลือดจากแขน ปริมาณเลือดที่ใช้ขึ้นอยู่กับระบบเตรียม PRP และบริเวณรักษา
3. ปั่นแยกส่วนประกอบของเลือด
เลือดจะถูกใส่ในหลอดหรือระบบเตรียม PRP และนำไปปั่นเหวี่ยง ปริมาณเลือด จำนวนรอบ ความเร็ว และระยะเวลาการปั่นอาจแตกต่างกันตามระบบที่ใช้ PRP ที่ได้อาจมีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดและปริมาณเม็ดเลือดขาวไม่เท่ากัน จึงไม่ควรถือว่า PRP ทุกชนิดมีองค์ประกอบหรือประสิทธิภาพเหมือนกัน
4. เตรียมบริเวณรักษา
แพทย์จะทำความสะอาดผิวและอาจใช้ยาชาเฉพาะที่ ในการฉีดข้อหรือเส้นเอ็นบางตำแหน่งอาจใช้อัลตราซาวนด์ช่วยระบุตำแหน่ง
5. นำ PRP เข้าสู่บริเวณเป้าหมาย
แพทย์จะฉีดหรือใช้ PRP ตามเทคนิคที่วางแผนไว้ เช่น ฉีดตื้นในผิว ฉีดบริเวณหนังศีรษะ หรือฉีดเข้าสู่ข้อและเส้นเอ็น หลังทำอาจมีอาการปวด ตึง แดง บวม หรือช้ำชั่วคราว
วิธีเตรียมตัวก่อนทำ PRP และหลังทำ PRP
ก่อนทำ PRP ควรเตรียมตัวอย่างไร
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว การตั้งครรภ์ การติดเชื้อ และประวัติเลือดออกผิดปกติ
- แจ้งยาทุกชนิด รวมถึง aspirin ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด NSAIDs วิตามิน และอาหารเสริม
- ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเอง การปรับยาต้องให้แพทย์ผู้สั่งยาและแพทย์ที่ทำ PRP เป็นผู้พิจารณา
- พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำตามปกติ เว้นแต่สถานพยาบาลให้คำแนะนำเฉพาะ
- หลีกเลี่ยงการทำหัตถการในบริเวณที่มีผื่น แผล หรือการติดเชื้อจนกว่าจะได้รับการประเมิน
หลังทำ PRP ดูแลตัวเองอย่างไร
หลังทำอาจมีอาการปวด ตึง แดง บวม หรือช้ำชั่วคราว คำแนะนำแตกต่างตามตำแหน่งและวิธีรักษา โดยทั่วไปควรปฏิบัติดังนี้
- หลีกเลี่ยงการกด นวด ถู หรือแกะบริเวณที่ทำในช่วงแรก
- รักษาความสะอาดและใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนตามคำแนะนำของแพทย์
- หลีกเลี่ยงแดดจัด ความร้อน ซาวน่า และกิจกรรมที่ทำให้อาการบวมเพิ่มขึ้น
- งดใช้เรตินอยด์ AHA, BHA สครับ หรือผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองจนกว่าผิวจะฟื้นตัว
- ไม่รับประทานยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบเพิ่มเติมโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- หากฉีดข้อหรือเส้นเอ็น ให้ปฏิบัติตามแผนจำกัดกิจกรรมและกายภาพบำบัดของแพทย์
ผลข้างเคียงและความเสี่ยงของ PRP
การใช้เลือดของผู้รับบริการเองช่วยลดโอกาสเกิดปฏิกิริยาแพ้ต่อผลิตภัณฑ์จากบุคคลอื่น แต่ PRP ยังเป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับเลือดและเข็ม จึงไม่ใช่วิธีที่ปราศจากความเสี่ยง
ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่
- ปวด ตึง แดง บวม หรือช้ำ
- เลือดออกบริเวณรอยเข็ม
- ระคายเคืองหรือผิวไวชั่วคราว
- ปวดศีรษะหรือรู้สึกตึงหลังฉีดหนังศีรษะ
- การติดเชื้อ การบาดเจ็บต่อเส้นประสาท หลอดเลือด หรือโครงสร้างใกล้เคียง
- อาการปวดเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะการฉีดข้อหรือเส้นเอ็น
ควรเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ใช้อุปกรณ์ปลอดเชื้อ และมีระบบระบุตัวอย่างเลือดอย่างถูกต้อง เพราะความผิดพลาดในการจัดการเลือดหรือเข็มอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนและการติดเชื้อได้
อาการใดควรกลับไปพบแพทย์
ควรติดต่อสถานพยาบาลหรือพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ปวดหรือบวมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- บริเวณฉีดแดง ร้อน หรือแดงลาม
- มีหนอง น้ำเหลือง หรือกลิ่นผิดปกติ
- มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- เลือดออกไม่หยุด
- มีอาการชา อ่อนแรง หรือสีผิวเปลี่ยน
- มีอาการผิดปกติทางการมองเห็นหลังฉีดบริเวณใบหน้า
การทำ PRP เหมาะกับใคร
- การทำ PRP เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้า ผิวขาดความยืดหยุ่น หรือผิวแห้งกร้านจากความเสื่อมของคอลลาเจน
- ผู้ที่มีปัญหาผมบางหรือผมร่วงโดยการฉีด PRP เข้าไปในบริเวณหนังศีรษะจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมใหม่ ฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดในรูขุมขน และเสริมความแข็งแรงให้กับเส้นผมที่มีอยู่
- ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บหรือปวดกล้ามเนื้อ, ข้อ, หรือเอ็นเล็กน้อย เพราะ PRP จะช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อเสียหายและช่วยลดการอักเสบ ฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และช่วยให้กระดูกหรือเอ็นหายเร็วขึ้น
PRP ไม่เหมาะกับใคร
ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยงหรือรับการประเมินอย่างละเอียดก่อนทำ
- เกล็ดเลือดต่ำหรือการทำงานของเกล็ดเลือดผิดปกติ
- โรคการแข็งตัวของเลือดหรือมีเลือดออกง่าย
- การติดเชื้อในร่างกายหรือบริเวณที่จะรักษา
- ภาวะซีดรุนแรงหรือสุขภาพไม่พร้อมต่อการเจาะเลือด
- โรคทางโลหิตวิทยาหรือมะเร็งที่กำลังรักษา
- ใช้ยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่งควรหารือกับแพทย์ตามข้อบ่งใช้
ทำ PRP กี่วันเห็นผล
ผลลัพธ์จากการทำ PRP จะค่อยๆ แสดงให้เห็นผลภายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการรักษาและปัญหาที่รับการรักษา โดยทั่วไปแล้วผลลัพธ์จากการฉีด PRP จะเริ่มเห็นหลังจากประมาณ 2-3 สัปดาห์ และจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วง 1-3 เดือน หลังจากทำการรักษา เนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ใหม่ๆ ด้วยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเซลล์ผิวหนังต้องใช้เวลาในการกระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ข้อดี-ข้อเสีย การทำ PRP มีอะไรบ้าง?
ข้อดี
- มีความปลอดภัยสูง เพราะใช้เลือดของตัวเอง ลดความเสี่ยงจากการแพ้
- ฟื้นฟูได้ทั้งด้านความงามและสุขภาพ
- ไม่ต้องพักฟื้น
- อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนรักษาผิว ผม ข้อ หรือเส้นเอ็นในผู้ที่เหมาะสม
ข้อเสีย
- อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยหลังการฉีด
- ราคาค่อนข้างสูง
- การทำ PRP ถือเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวกระจ่างใส อยากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ให้แลดูอ่อนเยาว์ ด้วยความปลอดภัยสูงจากเกล็ดเลือกเราของเราเอง แต่สิ่งสำคัญเราควรควบคู่ไปกับการดูแลผิวอย่างการใช้ครีมบำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพ และรวมถึงการดูแลผิวของตัวเองเป็นประจำทุกวัน
แนะนำผลิตภัณฑ์ที่ดูแลผิวที่ช่วยฟื้นฟูผิวและละริ้วรอยแห่งวัย

Eucerin Hyaluron-Filler Epicelline Serum
เพื่อคงผลลัพธ์ของการทำ PRP ให้ยาวนานมากยิ่งขึ้นการใช้ครีมบำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้นอย่าง Eucerin Hyaluron-Filler Epicelline Serum เซรั่มต่อต้านริ้วรอยใหม่ ที่ช่วยป้องกันและจัดการ 10 สัญญาณแห่งวัย ด้วยนวัตกรรม Age Clock Technology ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร พร้อมด้วยสาร Epicelline® ที่เป็นสารทรงพลังใหม่ล่าสุดในการต่อต้านความร่วงโรยแห่งวัย ที่ค้นพบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของ Eucerin หลังจากการวิจัยเกี่ยวกับ Epigenetics อย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี ช่วยชะลอความร่วงโรยของผิว ทั้งริ้วรอย หน้าเหี่ยว ผิวไม่กระชับ และผิวที่ดูแห้งไม่ชุ่มชื้น เสริมประสิทธิภาพด้วย Hyaluronic Acid ที่ช่วยเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มความนุ่มชุ่มชื้นให้กับผิว และสาร Glycine Saponin ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตไฮยาลูรอนิก คอลลาเจน และเพิ่มอีลาสตินของผิวหนัง พร้อมด้วยสาร Enoxolone ที่ช่วยลดการเสื่อมสลายของกรดไฮยาลูโรนิก ทำให้ผิวหน้ากระชับและดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงภายใน 4 สัปดาห์ และยังช่วยฟื้นฟูผิวจากมลภาวะภายนอกอย่างฝุ่น และแสงแดดอีกด้วย

Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Day Care SPF30
Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Day Care SPF30 มีส่วนผสมของ Epicelline®, กรดไฮยาลูรอนิกทั้งโมเลกุลใหญ่และเล็ก (HAs), Glycine Saponin และ Enoxolone เช่นเดียวกับเซรั่ม พร้อมค่า SPF30 เหมาะสำหรับใช้ต่อเนื่องทุกเช้าเพื่อปกป้องคอลลาเจนที่เพิ่งถูกกระตุ้นด้วย PRP จากรังสียูวี
Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Night Care
Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Night Care มีส่วนผสมของ Epicelline®, HAs, Glycine Saponin และ Enoxolone เช่นเดียวกับ Day Care และมี Bakuchiol สารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ในลักษณะใกล้เคียงกับเรตินอล (retinol-liked active) ช่วยฟื้นบำรุงผิวระหว่างการพักผ่อนตอนกลางคืน ช่วยลดริ้วรอยลึกถึงระดับเซลล์ ผลัดเซลล์ผิวเก่าอย่างอ่อนโยน ฟื้นปราการผิวแข็งแรง และเสริมการสร้างคอลลาเจนต่อเนื่องจาก PRP
Eucerin HYALURON RADIANCE-LIFT FILLER 3D SERUM
นอกจากนี้ การดูแลผิวหลังทำ PRP ยังสามารถใช้ Eucerin HYALURON RADIANCE-LIFT FILLER 3D SERUM ซึ่งเป็นนวัตกรรมเซรั่มลดริ้วรอยอายุ 40+ ที่ช่วยลดจุดด่างดำตามวัย และฟื้นบำรุงปัญหาผิวได้แบบ 3 มิติ เซรั่มตัวนี้มีความพิเศษที่การผสานไฮยาลูรอนโมเลกุลขนาดเล็กและใหญ่ ที่สามารถเติมริ้วรอยลึกให้ดูตื้นขึ้น และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูเรียบเนียน ซึ่งจะช่วยเสริมผลลัพธ์จากการทำ PRP ให้ดียิ่งขึ้น
และ 3D Serum มีสาร THIAMIDOL ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของยูเซอริน ที่ทรงประสิทธิภาพในการลดรอยจุดด่างดำและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำอีก พร้อมด้วยสาร Arctiin ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ทรงพลัง ช่วยเสริมการทำงานของคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และช่วยฟื้นบำรุงกระชับผิววัย 40+ แม้ผิวหย่อนคล้อยมาก โดยผู้ใช้ 98% ยืนยันว่าผิวดูกระชับ ริ้วรอยจุดด่างดำจากวัยดูจางลงใน 2 สัปดาห์

EUCERIN HYALURON RADIANCE-LIFT FILLER BOOSTING ESSENCE
สำหรับขั้นตอนเตรียมผิวก่อนการบำรุง แนะนำให้ใช้ Eucerin HYALURON RADIANCE-LIFT FILLER BOOSTING ESSENCE ซึ่งเป็นน้ำตบผิวเฟิร์มกระชับ ลดฝ้าแดด ที่ได้รับการยืนยันจากการทดสอบว่าใช้เป็นสเต็ปแรกแล้วเห็นผลจริงใน 2 สัปดาห์ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะช่วยเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป และช่วยเสริมประสิทธิภาพของการทำ PRP ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
Boosting Essence มีส่วนผสมของไฮยาลูรอน 3 โมเลกุล ที่ช่วยเติมริ้วรอยร่องลึกให้ดูตื้นขึ้น และช่วยเสริมและกักเก็บความชุ่มชื้นขั้นสุดให้ผิวดูกระชับ อิ่มฟู และนุ่มเด้ง ร่วมกับ Panthenol ที่ช่วยเสริมเกราะปกป้องผิว ปลอบประโลมผิว และเสริมกระบวนการผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมด้วย Vitamin C ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ทรงพลัง ช่วยลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำ มอบผิวดูอ่อนเยาว์และกระจ่างใส รวมถึงสารไบรท์เทนนิ่งประสิทธิภาพดีที่สุดจากยูเซอริน ที่ช่วยลดเลือนฝ้าแดดและจุดด่างดำตามวัยลึกถึงจุดกำเนิด
สรุป PRP ดีไหม
คำถามที่พบบ่อย (6)
-
PRP ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
การทำ PRP ควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน แนะนำควรทำ 3-5 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4-6 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาของแต่ละบุคคล
-
ฉีด PRP ห้ามกินอะไรบ้าง?
ควรงดแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และอาหารเสริม อย่างวิตามินอี หรือแอสไพริน เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
-
ทำ PRP เจ็บไหม?
ความรู้สึกเจ็บอยู่ในระดับที่ทนได้ คล้ายการฉีดยาทั่วไป โดยปกติจะมีการทายาชาก่อนทำเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ บริเวณหนังศีรษะอาจรู้สึกเจ็บกว่าใบหน้าเล็กน้อย -
ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3-5 ครั้ง ห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง หลังจากนั้นสามารถทำซ้ำเพื่อคงสภาพได้ทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับปัญหาและการประเมินของแพทย์ -
ผลลัพธ์จากการทำ PRP อยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นหลังทำ 2-3 สัปดาห์ และเห็นผลเต็มที่ใน 1-3 เดือน โดยผลลัพธ์ด้านผิวหน้าอาจอยู่ได้นาน 6-12 เดือน ส่วนด้านเส้นผมอาจต้องทำต่อเนื่องเพื่อรักษาวงจรการงอกของผม -
หลังทำ PRP มีผลข้างเคียงไหม? และต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
ผลข้างเคียงน้อยมากเนื่องจากเป็นเลือดของตัวเอง อาจมีเพียงรอยแดงช้ำจากเข็มหรืออาการบวมเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเองใน 2-3 วัน การดูแลหลังทำ: ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส นวด หรือถูบริเวณที่ฉีด, งดการแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง, หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และงดการทำซาวน่าหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก 2-3 วัน








