ผิวหน้าติดสารสเตียรอยด์

ผิวหน้าติดสารสเตียรอยด์ อาการเป็นยังไง รักษาอย่างไร

อ่านแล้ว 5 นาที
แสดงบทความเพิ่มเติม

หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ ผิวติดสาร หน้าติดสารสเตียรอยด์ หลายคนกลุ้มอกกลุ้มใจกับการรักษาสิวธรรมดาไม่พอ ยังพบว่าตัวเองเป็นสิวติดสารสเตียรอยด์เข้าไปอีก สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในวงจรนี้คืออะไร และหากเคยใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์โดยที่เราไม่รู้ตัว จะทำยังไงดีและจะมีวิธีรักษาหน้าติดสารยังไง ไปหาคำตอบพร้อมหลีกเลี่ยงปัญหาหน้าแพ้สารกันดีกว่า


หน้าติดสารสเตียรอยด์ ผิวติดสาร คืออะไร

ผิวติดสารสเตียรอยด์ คืออาการของผิวที่ไม่สามารถหยุดใช้สเตียรอยด์ได้ สาเหตุหลักๆ เกิดจาก ได้มีการใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมอยู่ เมื่อใช้เป็นเวลานานๆ ทำให้ผิวถูกรบกวนด้วยกลไกการกดภูมิคุ้มกันผิว มองผิวเผินว่าผิวดีและแข็งแรง ใช้อะไรก็ไม่แพ้ แต่เมื่อหยุดใช้ ภูมิคุ้มกันที่เคยถูกกด จะกลับมาทำงานหนักกว่าเดิม เกิดปฏิกิริยาในรูปแบบผดผื่น ผิวแห้ง บางครั้งแค่โดดแดด โดนลม หรือน้ำก็มีอาการแพ้เห่อแดงแล้ว


สเตียรอยด์ คืออะไร

สเตียรอยด์ (Steroid) คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมระบบการทำงานภายในร่างกาย โดยมีหน้าที่หลักคือช่วยควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ ต้านอาการอักเสบ หรือกดและปรับสมดุลของภูมิคุ้มกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  1. สเตียรอยด์ตามธรรมชาติ (Natural Steroids)เป็นชนิดที่ร่างกายของเราสร้างได้เองจากต่อมหมวกไตชั้นนอก มีบทบาทในการควบคุมและบรรเทาอาการอักเสบของร่างกาย ยังมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อ และระบบกระดูก โดยทำหน้าที่สำคัญในการช่วยปรับความเครียด, ต้านการอักเสบ, ลดอาการปวดและช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติ
  2. สเตียรอยด์สังเคราะห์ (Synthetic Steroids) เป็นชนิดที่ผลิตขึ้นจากบริษัทยา เพื่อเลียนแบบสเตียรอยด์ที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ จัดเป็นยาเคมีที่ช่วยให้รักษาโรคได้ดีและรวดเร็ว แต่ก็มีผลข้างเคียงที่อันตรายกว่าสเตียรอยด์ตามธรรมชาติมากและมีหลายชนิด เช่น เดกซาเมธาโซน (Dexamethasone) และเพรดนิโซโลน (Prednisolone)

 

รูปแบบการใช้งานทางการแพทย์

ยาสเตียรอยด์สังเคราะห์ที่ใช้ในปัจจุบัน มีรูปแบบการใช้งานอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ

  • การใช้ภายนอก (ออกฤทธิ์เฉพาะที่): เป็นการใช้ยาที่ไม่ดูดซึมไปทั่วร่างกายมากนัก เช่น
    • ยาทาผิวหนัง
    • ยาหยอดตา, ยาพ่นจมูก, และยาสูดพ่นทางปาก
  • การใช้ภายใน (ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย): เป็นการใช้ยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์ควบคุมระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย เช่น
    • ยาฉีดและยารับประทาน
    • ใช้เพื่อลดการอักเสบภายใน หรือกดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) หรือผู้ที่มีอาการภูมิแพ้รุนแรง
แพ้สเตียรอยด์ อาการ

แพ้สเตียรอยด์ หรือหน้าติดสารสเตียรอยด์ อาการเป็นอย่างไร

สำหรับอาการแพ้สเตียรอยด์หรือหน้าติดสารสเตียรอยด์ สามารถสังเกตได้จากลักษณะภายนอกของผิวในหลากหลายรูปแบบ เช่น

  1. ผิวหน้าอักเสบ ลอก แดง และแสบร้อน เกิดจากสารสเตียรอยด์ทำงานร่วมกับกลุ่มวิตามินเอ ที่มีคุณสมบัติผลัดเซลล์ผิว ซึ่งอาจรบกวนการสร้างเม็ดสีผิวนานเกินไป อาจทำให้แดง แสบร้อน หรือเป็นด่างขาวได้
  2. ผิวหน้าซีดเซียว และไวต่อการระคายเคือง เกิดจากการสะสมไว้ในผิวนานๆ จนผิวขาวซีดและอักเสบได้ ส่วนมากจะพบในครีมทาฝ้า ทาหน้าขาวและลดรอยสิว
  3. ผิวกระจ่างใสไม่นานก็กลับมาคล้ำเสีย เกิดจากการทำงานร่วมกับไฮโดรควิโนน ที่นิยมนำมารักษารอยสิว หากผสมในปริมาณมากเกินไป ผิวจะอักเสบคล้ำขึ้นและเป็นฝ้าอย่างถาวร
  4. ผิวบางลงจนสังเกตเห็นเส้นเลือดฝอย การใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์นานๆ จะทำให้ชั้นผิวหนังแท้บางลง จนมลภาวะ สารพิษต่างๆ เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ได้ง่าย ส่งผลให้ผิวอ่อนแอและเสียหายได้ง่ายขึ้น
  5. ผิวเป็นสิวเห่อ และสิวผดทั่วใบหน้า เป็นกลไกตอบสนองปกติเมื่อคุณเลิกใช้ ก็อาจทำให้สิวผดเกิดขึ้นในลักษณะคล้ายสิวอุดตัน บางจุดอาจรู้สึกคันจนอยากบีบกด ซึ่งเป็นวงจรสิวสเตียรอยด์อย่างแท้จริง

วิธีรักษาหน้าติดสารสเตียรอยด์

  • หยุดใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ แม้ระยะแรกจะรู้สึกว่าหน้าใส แต่หากหยุดใช้อาจมีอาการแพ้ถามหาจนถึงขั้นต้องรักษาเพื่อกู้หน้ากลับมาดูแลผิวใหม่
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ควรเป็นสูตรที่ไม่มีน้ำหอมและสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เมื่อล้างหน้าแล้วควรซับหน้าเบาๆ หลีกเลี่ยงการขัดถูแรงๆ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นเพิ่มความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิวที่อ่อนแอ และเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

วิธีป้องกันหน้าติดสารสเตียรอยด์

การป้องกันที่ดีที่สุดคือหาความรู้ให้ตัวเองก่อนตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ บนใบหน้า ซึ่งจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสารอันตรายได้ดียิ่งขึ้น

  1. ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนใช้เสมอ
    ก่อนซื้อเครื่องสำอาง ให้นำ "เลขที่จดแจ้ง" บนฉลากไปตรวจสอบกับ อย. เสมอ ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น ร้านค้าทางการหรือร้านขายยา และระวังคำโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น "เห็นผลไวใน 3 วัน" เพราะอาจมีสารอันตราย
  2. หลีกเลี่ยงครีมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
    ควรหลีกเลี่ยงครีมที่ไม่มีที่มาชัดเจน เช่น ครีมตามตลาดนัด, ครีมแบ่งขายไม่มีฉลาก, ครีมกวนเอง หรือร้านค้าออนไลน์ที่ไม่เป็นทางการ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะลักลอบใส่สารอันตรายอย่างสเตียรอยด์
  3. ทำความเข้าใจและสังเกตอาการเมื่อหยุดใช้
    หากครีมที่ใช้ให้ผลลัพธ์ดีและรวดเร็วจนน่าสงสัย ให้ลองหยุดใช้แล้วสังเกตอาการ หากพบว่ามีสิวเห่อรุนแรง, หน้าแดง และแสบคัน นั่นอาจเป็นสัญญาณของการติดสเตียรอยด์ ให้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันทีและรีบปรึกษาแพทย์

หากทราบว่าผิวหน้าของเราเข้าสู่วงจรผิวติดสาร ควรรีบหยุดใช้และพักผิวหน้าซะก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าหรือการไปสัมผัสบีบ แคะ แกะ เกา เพราะอาจทำให้เห่อและอาจติดเชื้อได้ การฟื้นฟูผิวที่ดีจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารอันตราย และค่อยๆ ปลอบประโลมผิว และควรดูแลปัญหาผิวหน้าแพ้สารให้ถูกวิธีเพื่อให้สภาพผิวกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม


วิธีดูแลผิวแบบมืออาชีพจาก Eucerin สำหรับผิวที่กำลังฟื้นฟู

สำหรับผู้ที่กำลังฟื้นฟูผิวจากการติดสเตียรอยด์ นอกจาก UltraSENSITIVE Repair Cream แล้ว หากมีปัญหาสิวเห่อและสิวผดที่เกิดขึ้นหลังจากหยุดใช้สเตียรอยด์ Eucerin DERMOPURE Clinical ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ช่วยทั้งฟื้นฟูผิวและจัดการปัญหาสิวอย่างอ่อนโยน

สำหรับผิวที่กำลังฟื้นฟูจากสเตียรอยด์

ควรเริ่มต้นด้วยระยะแรก (สัปดาห์ที่ 1-2) ที่โฟกัสการฟื้นฟูผิวเป็นหลัก ในช่วงเช้าให้เริ่มต้นด้วย Purifying Cleanser ซึ่งเป็นคลีนซิ่งเจลสูตรอ่อนโยนที่ทำความสะอาดโดยไม่รบกวนผิวที่บอบบาง ผสาน 8 สารสำคัญรวมถึง Salicylic Acid (BHA) ที่ช่วยทำความสะอาดลึกโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง จากนั้นตามด้วย DERMOPURE Clinical Hydra Repair มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผิวที่ระคายเคืองง่าย ช่วยปลอบประโลมและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวที่ถูกทำลายจากสเตียรอยด์ ช่วยลดผิวระคายจากปัญหาสิว ฟื้นฟูและบำรุงเกราะปกป้องผิวที่ถูกทำลาย พร้อมทั้งให้ความชุ่มชื้นโดยไม่อุดตัน ซึ่งตรงกับความต้องการของผิวในระยะฟื้นฟู

เมื่อผิวเริ่มแข็งแรงขึ้นและเกราะป้องกันผิวฟื้นตัว

ในระยะที่ 2 (สัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไป) จึงค่อยๆ เพิ่มการจัดการสิวเข้ามา ในช่วงเช้ายังคงใช้ขั้นตอนเดิม แต่ในช่วงค่ำหลังจากใช้ Purifying Cleanser แล้วให้เพิ่ม Triple Action Serum โดยเริ่มใช้สัปดาห์ละ 2-3 คืน เซรั่มตัวนี้ผสาน Salicylic Acid 2% และ Thiamidol จัดการทั้ง 3 ปัญหา คือ สิว รอยสิว และสิวอุดตัน ในผลิตภัณฑ์เดียว ผ่านการทดสอบทางคลินิกว่าช่วยลดสิวได้ 66% รอยสิวจางลง 80% และสิวอุดตันลดลง 62% ภายใน 12 สัปดาห์ หลังจาก Triple Action Serum ซึมแล้ว 2-3 นาที ให้ทา DERMOPURE Clinical Hydra Repair ทับอีกครั้ง

สำหรับผู้ที่มีอาการผดผื่น ผิวแห้งระคาย หรือมีเม็ดเล็กๆ ขึ้นบริเวณใบหน้า สามารถใช้ UltraSENSITIVE Repair Cream จากยูเซอรินเป็นตัวช่วยฟื้นฟู ครีมสูตรอ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย แต่ให้ความชุ่มชื้นแบบเข้มข้น ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้กลับมาแข็งแรงโดยไม่ต้องกลัวอุดตัน ช่วยลดปัญหาอาการผิวแห้งแดงและระคายผิวได้ภายใน 2 ชั่วโมง ด้วยนวัตกรรม Barrier Repair Innovation ที่ประกอบด้วย Symsitive ช่วยลดความรู้สึกไม่สบายระคายผิว Licochalcone A ช่วยลดปัญหาผิวระคายไวต่อปัจจัยการทำร้าย และ Dexpanthenol ที่เสริมเกราะปกป้องผิวให้เนื้อผิวใหม่ดูสม่ำเสมอ เรียบเนียนใส แลดูสุขภาพดี นอกจากช่วยลดอาการแพ้แล้ว ยังปกป้องปัจจัยภายนอกที่ทำร้ายผิวอย่างฝุ่น มลภาวะ สารเคมี รวมไปถึงความเครียดและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพออีกด้วย เมื่อใช้เป็นประจำผิวจะแน่นชุ่มชื้นและไม่ไวต่อการระคายเคืองอีกต่อไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) (5)

  • หน้าติดสารกี่วันหาย หรือต้องพักหน้ากี่วัน?

    ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน อาจใช้เวลาตั้งแต่ 3-6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาที่ใช้สารสเตียรอยด์มา การฟื้นฟูต้องอาศัยความอดทนและดูแลอย่างสม่ำเสมอ
  • จะรู้ได้อย่างไรว่าครีมที่ใช้มีสเตียรอยด์?

    สังเกตได้จาก 3 สัญญาณหลัก เห็นผลเร็วเกินจริง (สิวยุบ, หน้าขาวใน 1-3 วัน) ไม่มีเลข อย. ที่ตรวจสอบได้ หรือมาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ อาการแย่ลงทันทีเมื่อหยุดใช้ (สิวเห่อ, หน้าแดง, ผดผื่นกำเริบ)
  • ระหว่างฟื้นฟูผิวหน้าติดสเตียรอยด์ แต่งหน้าได้ไหม?

    ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่อาการอักเสบกำลังเห่อรุนแรง เพราะเครื่องสำอางอาจอุดตันและระคายเคืองผิวที่อ่อนแอ หากจำเป็นให้ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ
  • ควร "พักหน้า" กี่วันหลักจากหยุดใช่ครีมที่มีสเตียรอยด์

    การพักหน้าไม่ใช่การหยุดดูแลผิว แต่คือการเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนที่สุดในระยะยาว จนกว่าผิวจะแข็งแรง ควรเหลือขั้นตอนแค่ ล้างหน้า-ให้ความชุ่มชื้น-ทากันแดด และหยุดใช้สกินแคร์ที่มีสารกระตุ้นทุกชนิด เช่น สารผลัดเซลล์ผิว, วิตามินซี, เรตินอล
  • ระหว่างฟื้นฟูผิวพักหน้า ควร "งด" หรือ "ทาน" อาหารประเภทไหนเป็นพิเศษ?

    ควรเน้นทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย เช่น ผักใบเขียว, ผลไม้, ปลาที่มีไขมันดี (โอเมก้า 3) และดื่มน้ำให้เพียงพอ ในทางกลับกัน ควร "ลด" หรือ "เลี่ยง" อาหารที่กระตุ้นการอักเสบ เช่น ของหวานจัด, ของทอด, อาหารแปรรูป และในบางรายอาจต้องงดผลิตภัณฑ์จากนมวัวชั่วคราวเพื่อสังเกตอาการ