เรตินเอ

เรตินอลคืออะไร? ควรใช้งานอย่างไรให้ถูกกับปัญหาผิว

อ่านแล้ว 1 นาที
แสดงบทความเพิ่มเติม

เมื่ออายุเริ่มเยอะขึ้น ย่อมเกิดริ้วรอยแห่งวัยที่เพิ่มมากขึ้น ผิวเริ่มไม่กระชับมีริ้วรอย หย่อนคล้อย หรือจุดด่างดำ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของเรตินอลอย่างมอยเจอร์ไรเซอร์ เซรั่ม ครีมบำรุงหน้า สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ตื้นขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ แล้วควรใช้อะไรจึงจะได้ผลในการฟื้นฟูผิวให้กลับมาเนียนนุ่มอิ่มฟูอีกครั้ง พร้อมรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกวิธี

เรตินอล คืออะไร?

เรตินอล คือ อนุพันธ์ของวิตามินเอบริสุทธิ์ เป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่ม เรตินอยด์ (retinoids) ส่วนใหญ่จะใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย สามารถลดเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว เช่น ริ้วรอยเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตามวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 30-40+ และมีส่วนช่วยในการกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวให้ริ้วรอยลดเลือนและเรียบเนียนขึ้น

 

เรตินอยด์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร

เรตินอยด์แต่ละประเภทมีจำนวนขั้นตอนการเปลี่ยนรูป การออกฤทธิ์ และโอกาสระคายเคืองแตกต่างกัน
  • เรตินิล เอสเตอร์ (Retinyl Esters): เช่น Retinyl Palmitate เป็นรูปแบบที่อ่อนโยนที่สุด ต้องผ่านหลายขั้นตอนการเปลี่ยนรูปในผิวหนังจึงจะออกฤทธิ์ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผิวบอบบางมาก
  • เรตินอล (Retinol): เป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในสกินแคร์ทั่วไป (OTC) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเอสเตอร์ ต้องการการเปลี่ยนรูป 2 ขั้นตอนในผิวหนัง
  • เรตินาลดีไฮด์ (Retinaldehyde หรือ Retinal): มีความแรงมากกว่าเรตินอล ต้องการการเปลี่ยนรูปเพียงขั้นตอนเดียวเพื่อเป็นกรดเรติโนอิก ออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ก็อาจระคายเคืองได้มากกว่า (ยังหาซื้อได้ทั่วไปในบางประเทศ)
  • กรดเรติโนอิก (Retinoic Acid): เช่น Tretinoin (ชื่อการค้าที่คุ้นเคยคือ Retin-A) และ Adapalene (Differin) เป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้เลย (Active Form) มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ก็ระคายเคืองได้มากที่สุด จัดเป็นยาและต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น มักใช้ในการรักษาสิวและริ้วรอยที่ชัดเจน
  • เรตินเอ คืออะไร ต่างจากเรตินอลอย่างไร

    เรตินอล (Retinol) และ เรตินเอ (Retin-A) เป็นวิตามินเอเช่นเดียวกัน แต่ความแรง การใช้งาน และผลข้างเคียงแตกต่างกัน เรตินเอส่วนมากจะผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น และอาจระคายเคืองได้ง่ายกว่า ปกติแล้วจะใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวเป็นหลักเพราะมีส่วนช่วยในการลดสิวอุดตัน สำหรับเรตินอลถึงจะมีประสิทธิภาพลดน้องลงแต่มีความอ่อนโยนกว่า จึงมักใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยแก้ปัญหา

    เรตินอล (Retinol) มีความสำคัญอย่างไร ทำงานอย่างไรต่อผิว

    1. ช่วยผลัดเซลล์ผิว

    เรตินอลเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพให้เผยผิวใหม่ที่สดใส เรียบเนียน และช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้น

     

    2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย

    เรตินอลมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยทำให้ผิวเต่งตึง ยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย และรอยเหี่ยวย่น

     

    3. ลดการอุดตัน (Reduced Comedones)

    การผลัดเซลล์ผิวที่เร็วขึ้นช่วยป้องกันการสะสมของเซลล์ผิวเก่าและน้ำมันในรูขุมขน ลดการเกิดสิวอุดตัน (ทั้งสิวหัวดำและหัวขาว)

     

    4. ลดเลือนรอยสิวและสีผิวไม่สม่ำเสมอดูจางลง 

    เรตินอลจะช่วยลดการอักเสบของสิว ควบคุมความมันบนใบหน้า และช่วยผลัดเซลล์ผิวให้จุดด่างดำ รอยดำจากสิว และฝ้ากระจ่างใสขึ้น

     

    5. ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

    เมื่อกระบวนการผลัดเซลล์ผิวเป็นระเบียบขึ้น ผิวอาจดูเรียบเนียนและรูขุมขนดูไม่เด่นชัด อย่างไรก็ตาม เรตินอลไม่ได้ทำให้ขนาดทางกายภาพของรูขุมขนหดลงอย่างถาวร

     

    ประโยชน์ของการใช้ เรตินอล

    ประโยชน์เรตินอลเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการต่อต้านริ้วรอย ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยลดเลือนริ้วรอยและปรับผิวที่หมองคล้ำให้สว่างสดใส แลดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น เรตินอลมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหารอยดำ ทำให้ผิวพรรณสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น และเสริมเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวแลดูกระจ่างใส เรียบเนียน รวมไปถึงมีประโยชน์ในการควบคุมการผลิตน้ำมันและลดขนาดรูขุมขน ลดการอุดตันที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว และฟื้นฟูคอลลาเจนที่เสียหายจากมลภาวะหรือแสงแดดในระหว่างวันได้เป็นอย่างดี

    ประโยชน์ของการใช้เรตินอล

    วิธีการใช้เรตินอล

    ปกติแล้วจะแนะนำให้ใช้เรตินอลในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากเรตินอลอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ในบางคนที่มีผิวบอบบาง และเรตินอลมีความไวต่อแสงค่อนข้างมาก

     

    ขั้นตอนการทาเรตินอลมีดังนี้

    • ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน
    • ซับหน้าให้แห้งและรอจนผิวแห้งสนิท โดยเฉพาะผู้ที่ระคายเคืองง่าย
    • ใช้เรตินอลปริมาณประมาณเมล็ดถั่วสำหรับทั่วใบหน้า
    • แต้มผลิตภัณฑ์บาง ๆ บริเวณหน้าผาก แก้ม และคาง แล้วเกลี่ยให้ทั่ว
    • ในช่วงเริ่มต้นควรเว้นเปลือกตา มุมปาก ร่องข้างจมูก และบริเวณที่มีแผลหรือผิวอักเสบ
    • ตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อช่วยลดความแห้งตึง
    • ทาครีมกันแดดในตอนเช้า

    สำหรับใครที่ต้องการใช้ในตอนเช้า แนะนำว่าควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันแสงแดดหรือรังสี UV ที่จะมาทำปฎิกิริยากับเรตินอล

    เทคนิคการใช้เรตินอลในการบำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพ

    ควรเริ่มใช้เรตินอลในปริมาณที่น้อยหรือมีความเข้มข้นต่ำ เพราะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เพื่อให้ผิวได้ทำความคุ้นเคยกับเรตินอลในการปรับสภาพผิวและเพื่อทดสอบการแพ้ของผิวด้วย ไม่ควรใช้เรตินอลคู่กับสกินแคร์ที่มีวิตามินซี เพราะเรตินอลอาจทำให้ผิวที่บอบบางมีความแห้งมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

     

    ความถี่ในการใช้เรตินอล

    • ในสัปดาห์แรก ให้ใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
    • ในสัปดาห์ที่ 2 เพิ่มความถี่ในการใช้เป็น วันเว้นวัน
    • ในสัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไปสามารถใช้ทุกคืนได้

    ควรเริ่มใช้เรตินอลที่ความเข้มข้นเท่าไร

    ผู้เริ่มต้นอาจเลือกเรตินอลความเข้มข้นต่ำ เช่น ประมาณ 0.1–0.3% หรือเลือกระดับเริ่มต้นตามที่แบรนด์ระบุ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว เพราะความแรงและการระคายเคืองยังขึ้นอยู่กับ

    • รูปแบบของเรตินอยด์
    • ความคงตัวของสูตร
    • ระบบนำส่งสาร
    • ส่วนผสมให้ความชุ่มชื้น
    • ปริมาณที่ใช้
    • ความถี่ในการใช้
    • สภาพเกราะป้องกันผิว

    หากไม่เคยใช้มาก่อนหรือมีผิวบอบบาง ควรเริ่มจากสูตรอ่อนโยนและค่อยเพิ่มความถี่ก่อนเปลี่ยนไปใช้ความเข้มข้นที่สูงขึ้น

    ข้อควรระวังในการใช้เรตินอล

     

    • อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิว เรตินอลอาจทำให้ผิวแห้ง ลอก แดง ระคายเคือง ควรเริ่มใช้ทีละน้อย ทาเฉพาะตอนกลางคืน และในช่วงเริ่มต้นควรใช้แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
    • ผิวไวต่อแสง เพราะเรตินอลทำให้ผิวไวต่อแสงแดด ถ้าใช้เรตินอลในช่วงเช้าควรทากันแดดเป็นประจำ
    • สตรีมีครรภ์ ผู้ให้นมบุตร และใครที่มีผิวแพ้ง่าย ไม่ควรใช้เรตินอล หากต้องการใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้เรตินอล

     

    เรตินอล คนท้องใช้ได้ไหม?

    คนท้องไม่ควรใช้เรตินอล เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถหันมาเลือกใช้ Bakuchiol สารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ในลักษณะใกล้เคียงกับเรตินอล (retinol-liked active) แทนได้ เพราะปลอดภัย อ่อนโยน ให้ประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

    ผลข้างเคียงของเรตินอล การปรับสภาพผิว (Retinization) และการจัดการ

    ในช่วงแรกของการใช้เรตินอล (ประมาณ 2-6 สัปดาห์) ผิวอาจอยู่ในช่วงปรับตัวที่เรียกว่า Retinization ซึ่งอาจพบอาการเหล่านี้ได้:

    • ผิวแห้ง (Dryness)
    • ผิวลอกเป็นขุย (Peeling/Flaking)
    • ผิวแดง (Redness)
    • รู้สึกแสบหรือคันเล็กน้อย (Mild Stinging/Itching)
    • การดันสิว (Purging): เรตินอลเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้สิวอุดตันที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวถูกดันขึ้นมาบนผิวหนัง อาจดูเหมือนสิวเห่อขึ้นชั่วคราวในบริเวณที่เคยมีสิว มักเกิดขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก และจะค่อยๆ ดีขึ้น ต่างจากการแพ้ ซึ่งมักมีอาการบวม แดงจัด หรือมีผื่นคันกระจายทั่วบริเวณที่ไม่ได้มีแนวโน้มเป็นสิวมาก่อน

     

    การดันสิว การระคายเคือง และการแพ้ต่างกันอย่างไร

    ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้เรตินอลจะต้องเกิดการดันสิว และสิวหรือผื่นที่เกิดขึ้นใหม่อาจไม่ใช่การดันสิวเสมอไป

    1. การดันสิว (Purging)

    • ตำแหน่งที่เกิด: มักเกิดในบริเวณที่เคยเป็นสิวง่ายอยู่แล้ว
    • อาการ: มีสิวอุดตันหรือสิวอักเสบเพิ่มขึ้นชั่วคราว แนวโน้ม: อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อผิวเริ่มปรับตัวได้
    • การรับมือ: ลดความถี่ในการใช้ผลิตภัณฑ์ลงก่อน แล้วคอยติดตามอาการ

    2. การระคายเคือง หรือ การแพ้

    • ตำแหน่งที่เกิด: เกิดได้ทั่วบริเวณผิวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์
    • อาการ: มีอาการแดง แสบ คัน ลอก บวม หรือมีผื่นขึ้น
    • แนวโน้ม: อาการอาจยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากยังฝืนใช้ต่อ
    • การรับมือ: ให้ หยุดใช้ทันที หากมีอาการมากควรปรึกษาแพทย์

    ข้อควรระวังเพิ่มเติม: หากมีอาการบวม แสบร้อนมาก ผื่นลาม ตุ่มน้ำ ผิวแตกเป็นแผล หรือหายใจผิดปกติ ควรรีบหยุดใช้และไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการทันที

    5 วิธีลดอาการแห้ง ลอก และระคายเคือง

    1. ให้ความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ:

    ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เน้นการปลอบประโลมและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ทาทั้งก่อนและหลัง หรือหลังทาเรตินอล มองหาส่วนผสม

    • Ceramides
    • Cholesterol
    • Fatty Acids
    • Hyaluronic Acid
    • Glycerin
    • Niacinamide

     

    2. เทคนิค Buffering

    ทามอยส์เจอไรเซอร์บางๆ ก่อนทาเรตินอล เพื่อสร้างชั้นกันชน ลดการระคายเคือง (อาจลดประสิทธิภาพลงเล็กน้อย แต่ดีสำหรับผิวแพ้ง่าย)

     

    3. เทคนิค Sandwich Method

    ทามอยส์เจอไรเซอร์ -> รอให้ซึม -> ทาเรตินอล -> รอให้ซึม -> ทามอยส์เจอไรเซอร์ทับอีกชั้น วิธีนี้ช่วยลดการระคายเคืองได้ดีมาก

     

    4. ลดความถี่:

    หากเกิดการระคายเคืองมาก ให้ลดความถี่ในการใช้ลง หรือหยุดใช้ชั่วคราว 2-3 วัน แล้วค่อยกลับมาใช้ใหม่ที่ความถี่น้อยลง

     

    5. ลดผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์อื่นชั่วคราว

    ในช่วงที่ผิวระคายเคือง ควรลดการใช้สครับ กรดผลัดเซลล์ผิว โทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์สูง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำให้แสบผิว

    เรตินอลกับส่วนผสมอื่นๆ อะไรควรเลี่ยง? อะไรใช้ร่วมกันได้?

    ควรเลี่ยงใช้ในเวลาเดียวกัน (อาจสลับวันเช้า/เย็น หรือคนละวัน):

     

    • วิตามินซี (Vitamin C): ทำงานได้ดีใน pH ที่ต่างกัน และการใช้ร่วมกันอาจเพิ่มการระคายเคือง (แนะนำ: วิตามินซีตอนเช้า, เรตินอลตอนกลางคืน)
    • กรดผลัดเซลล์ผิว (AHA/BHA): เช่น Glycolic Acid, Lactic Acid, Salicylic Acid การใช้ร่วมกับเรตินอลอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองมากเกินไป (แนะนำ: ใช้สลับวัน หรือใช้คนละเวลาห่างกันมากๆ หากผิวแข็งแรงมากจริงๆ)
    • เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide): อาจลดประสิทธิภาพของกันและกัน และเพิ่มความเสี่ยงในการระคายเคือง
    • สครับและอุปกรณ์ขัดผิว: ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวแรง ๆ ขณะเริ่มใช้เรตินอล เพราะอาจทำให้เกราะป้องกันผิวเสียและระคายเคืองมากขึ้น

     

    ใช้ร่วมกันได้ดี (เสริมประสิทธิภาพ/ลดระคายเคือง):

    • ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide): ช่วยลดการระคายเคืองจากเรตินอล เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว และช่วยเรื่องความกระจ่างใสได้ดี สามารถทาก่อนหรือหลังเรตินอล
    • กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid): ช่วยเติมความชุ่มชื้น ลดความแห้งตึง
    • เซราไมด์ (Ceramides), เปปไทด์ (Peptides): ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว

    การใช้เรตินอลตอบโจทย์กับปัญหาผิวของคุณจริงหรือไม่

    สำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยตามวัยหรือก่อนวัย มักเกิดจากปัญหาที่ผิวหนังของเราขาดความชุ่มชื้นหรือการผลิตคอลลาเจนที่ลดน้อยลงไป ไม่ว่าจะจากช่วงอายุหรือมลภาวะที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน หรือแม้แต่การผลัดเซลล์ผิวเพื่อให้ผิวใหม่ขึ้นมาแทนเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำ ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องเท่าไหร่ เพราะการที่ผิวเราหมองคล้ำเกิดจากเซลล์เม็ดสีเมลานิน ซึ่งถ้าเมลานินยังทำงานอยู่ก็ทำให้ผิวหน้าของเรายังคงหมองคล้ำอยู่เหมือนเดิม

     

    สำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย

    แนะนำผลิตภัณฑ์ Eucerin HYALURON RADIANCE-LIFT FILLER 3D SERUM ที่ช่วยเติมเต็มปัญหาริ้วรอยได้อย่างตรงจุด จากการผสานไฮยาลูรอนโมเลกุลเล็กและใหญ่ ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและริ้วรอยได้ตั้งแต่ผิวชั้นแรกทำให้ผิวแน่นกระชับอิ่มฟู หรือผลิตภัณฑ์กลุ่ม Epicelline ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวและบำรุงลึกถึงระดับเซลล์

     

    Epicelline Regimen ที่ช่วยดูแลผิวตั้งแต่เช้า-ก่อนนอน

    นอกจากการดูแลผิวด้วยเรตินอลแล้ว หากกำลังมองหาผลิตภัณฑ์เสริมบำรุงผิวลดริ้วรอยมาใช้คู่กันหรือใช้ทดแทนในแต่ละวัน ขอแนะนำ Epicelline Regimen จาก Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity ซึ่งออกแบบมาเป็นขั้นตอนบำรุงผิวลดเลือนริ้วรอยโดยเฉพาะ

    ขั้นตอนที่ 1 (เซรั่ม): Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Epicelline Serum

    เซรั่มสูตรอัปเกรดสำหรับดูแลริ้วรอยและสัญญาณผิวร่วงโรย ผสาน EPICELLINE® สารสกัดด้าน Skin Longevity ที่ช่วยฟื้นบำรุงความอ่อนเยาว์สู่ 15 ล้านเซลล์ผิว* พร้อม Hyaluronic Acid ช่วยเติมความชุ่มชื้นและให้ผิวดูอิ่มฟู, Glycine Saponin ช่วยสนับสนุนโครงสร้างและความยืดหยุ่นของผิว และ Enoxolone ช่วยลดการเสื่อมสลายของกรดไฮยาลูรอนิก พร้อมช่วยลดริ้วรอย เติมร่องลึก ให้ผิวดูอิ่มฟู ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงใน 4 สัปดาห์

    ขั้นตอนที่ 2 (กลางวัน): Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Day Care SPF30

    มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับกลางวัน มีส่วนผสมของ Epicelline®, HAs, Glycine Saponin และ Enoxolone พร้อมค่า SPF30 ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี เหมาะสำหรับใช้ต่อจากขั้นตอนทาครีมกันแดดตอนเช้า โดยเฉพาะในช่วงที่ผิวกำลังปรับสภาพจากการใช้เรตินอลตอนกลางคืนและอาจไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ

    ขั้นตอนที่ 2 (กลางคืน): Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity Night Care

    ครีมบำรุงผิวสำหรับกลางคืนที่มีส่วนผสมของ Epicelline®, HAs, Glycine Saponin และ Enoxolone เช่นเดียวกับ Day Care และเพิ่มเติมด้วยสาร Bakuchiol สารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ในลักษณะใกล้เคียงกับเรตินอล (retinol-liked active) ช่วยฟื้นบำรุงผิวระหว่างการพักผ่อนตอนกลางคืน ช่วยลดริ้วรอยลึกถึงระดับเซลล์ ผลัดเซลล์ผิวเก่าอย่างอ่อนโยน และฟื้นปราการผิวแข็งแรง เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากลดริ้วรอยแต่ไม่อยากใช้เรตินอล

    สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ

    ควรแก้ปัญหาอย่างตรงจุดโดยยับยั้งการทำงานของเมลานิน เพื่อลดสีผิวที่หมองคล้ำและจุดด่างดำ ไปจนถึงฝ้าแดด พร้อมลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยการใช้ Eucerin EVEN SKIN SPOTLESS BRIGHTENING BOOSTER SERUM ที่มีส่วนผสมของ Thiamidol ที่เป็นสารเอกสิทธิ์เฉพาะของยูเซอริน ที่ช่วยปรับสีผิวได้ลึกถึงต้นตอ โดยไม่ทำให้ผิวไวต่อการเกิดจุดด่างดำ ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ แนะนำให้ใช้คู่กับ Eucerin Sun Protection SUN SERUM SPOTLESS BRIGHTENING SPF50+ PA++++ กันแดดเนื้อเซรั่มบางเบา ที่ช่วยปกป้องผิวจากทุกมลภาวะ ทั้ง UVA/UVB พร้อม Thiamidol ที่ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสี ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นได้ใน 2 สัปดาห์

     

    การใช้เรตินอลเพื่อช่วยฟื้นคืนสภาพผิวที่สดใส ริ้วรอย จุดด่างดำต่างๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่การใช้เรตินอลนั้น ควรใช้ให้ถูกวิธีเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการคืนความเยาว์วัยให้กับผิวหน้า การใช้ในเวลากลางคืน ควรเริ่มต้นใช้แต่น้อยเพื่อปรับสภาพผิวให้คุ้นเคย โดยผู้ที่มีอายุ 20 ปลาย ถึง 30+ สามารถเริ่มต้นใช้ เรตินอลได้

    คำถามที่พบบ่อย (11)

    • เรตินอล ช่วยอะไร

      ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ ให้เผยผิวใหม่ที่สดใสและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย และรอยเหี่ยวย่น และยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน จุดด่างดำจางลง รอยดำจากสิว และฝ้ากระจ่างใสขึ้น

    • เรตินอลห้ามใช้คู่กับอะไร

      เรตินอลไม่ควรใช้คู่กับครีมหรือเซรั่มที่มี AHA, BHA, วิตามินซี และเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดความระคายเคืองได้

    • Retinol ใช้ได้ทุกวันไหม

      การใช้เรตินอลในช่วงแรก ให้ใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทาเฉพาะตอนกลางคืน หากไม่มีผลข้างเคียง สามารถค่อยๆ เพิ่มความถี่การใช้เป็นวันเว้นวัน และเพิ่มเป็นทุกวันได้

    • เรตินอลทาตอนไหน

      การทาเรตินอล แนะนำทาช่วงกลางคืนหรือก่อนนอน เพราะการทาตอนกลางคืนจะช่วยทำให้ผิวได้มีเวลาพักและฟื้นฟูผิว และก่อนออกจากบ้านในช่วงเช้าควรทากันแดดเป็นประจำ

    • ต้องเริ่มใช้เรตินอลที่ความเข้มข้นเท่าไหร่?

      ผู้เริ่มต้นควรเริ่มที่ความเข้มข้นต่ำ เช่น 0.01% - 0.3% เพื่อให้ผิวปรับตัวและลดความเสี่ยงในการระคายเคือง

    • จำเป็นต้องทาครีมกันแดดทุกวันเมื่อใช้เรตินอลหรือไม่? ทำไม?

      จำเป็น เพราะเรตินอลทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น การไม่ทากันแดดอาจทำให้ผิวคล้ำเสีย เกิดจุดด่างดำ และลดประสิทธิภาพของเรตินอล

    • วิธีลดอาการระคายเคือง ผิวแห้ง ลอกจากเรตินอลทำอย่างไร?

      ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เยอะๆ เน้นส่วนผสมเสริมเกราะป้องกันผิว ลองใช้เทคนิค Buffering (ทามอยส์ฯ ก่อน) หรือ Sandwich (ทามอยส์ฯ ก่อนและหลัง) ลดความถี่ในการใช้ หรือพักผิวก่อน

    • การดันสิวจากเรตินอลคืออะไร? จะหายเมื่อไหร่?

      การที่เรตินอลเร่งผลัดเซลล์ผิว ทำให้สิวอุดตันใต้ผิวถูกดันขึ้นมา มักเกิดในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก และจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง ควรแยกให้ออกจากอาการแพ้

    • ใช้เรตินอลนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?

      ผลลัพธ์เรื่องสิวและความเรียบเนียนอาจเห็นใน 4-8 สัปดาห์ ส่วนริ้วรอยและจุดด่างดำอาจใช้เวลา 3-6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความสม่ำเสมอในการใช้

    • ใครไม่ควรใช้เรตินอล?

      สตรีมีครรภ์, กำลังให้นมบุตร, ผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายมาก หรือมีโรคผิวหนังบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

    • ใครไม่ควรใช้เรตินอล?

      สตรีมีครรภ์, กำลังให้นมบุตร, ผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายมาก หรือมีโรคผิวหนังบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

    บทความเกี่ยวข้อง

    ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง