วิตามินซี ช่วยอะไร มีประโยชน์อย่างไร ทานตอนไหนถึงจะดี

อ่านแล้ว 3 นาที
แสดงบทความเพิ่มเติม
วิตามินซี

วิตามินซีเป็นวิตามินชนิดละลายน้ำที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมอย่างสม่ำเสมอ จุดเด่นของวิตามินซีคือช่วยต้านอนุมูลอิสระ สนับสนุนการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น และมีบทบาทต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันด้วย

หลายคนรู้จักวิตามินซีในฐานะวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันหวัด แต่จริงๆ แล้วประโยชน์ของวิตามินซีไม่ได้มีแค่นั้น เพราะยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพผิว การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ สุขภาพเหงือก และการปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระด้วย อย่างไรก็ตาม หากต้องการได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ควรรู้ทั้งปริมาณที่ควรได้รับ เวลาที่ควรกิน และข้อควรระวังในการใช้

วิตามินซี คืออะไร

วิตามินซี หรือ Ascorbic Acid คือสารอาหารสำคัญที่พบได้ในผักและผลไม้หลายชนิด เป็นวิตามินละลายน้ำที่ไม่ถูกเก็บสะสมในร่างกายได้นาน ส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงควรได้รับอย่างต่อเนื่องจากอาหารในแต่ละวัน วิตามินซีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างควันบุหรี่ มลภาวะ และรังสี UV

นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผิวหนัง เหงือก หลอดเลือด กระดูก และการสมานแผล วิตามินซีจึงสำคัญกับทั้งสุขภาพโดยรวมและสุขภาพผิวพรรณ

วิตามินซีช่วยอะไรบ้าง

ประโยชน์ของวิตามินซีที่สำคัญ มีดังนี้

1. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

วิตามินซีช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของเซลล์และการอักเสบในร่างกาย

2. สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีมีส่วนช่วยการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และอาจช่วยลดระยะเวลาหรือความรุนแรงของอาการหวัดได้บางส่วนในบางคน แต่ไม่ได้ป้องกันหวัดได้ 100% ในคนทั่วไป

3. ช่วยในการสร้างคอลลาเจน

คอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้างสำคัญของผิว เหงือก หลอดเลือด และเนื้อเยื่อต่างๆ วิตามินซีจึงมีบทบาทต่อการซ่อมแซมร่างกายและการสมานแผล

4. ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก

วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชผักและธัญพืชได้ดีขึ้น จึงมีประโยชน์กับผู้ที่ต้องการดูแลเรื่องภาวะขาดธาตุเหล็ก

5. เกี่ยวข้องกับสุขภาพเหงือกและช่องปาก

หากขาดวิตามินซีรุนแรงเป็นเวลานาน อาจเกิดโรคลักปิดลักเปิด หรือมีอาการเลือดออกตามไรฟัน เหนื่อยง่าย แผลหายช้า

ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวัน

สำหรับผู้ที่หวังผลด้านสุขภาพและผิวพรรณโดยเฉพาะ สามารถทานวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องภูมิต้านทานร่างกาย เสริมสร้างคอลลาเจนให้แข็งแรง และบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวสวย กระจ่างใส

อย่างไรก็ตามปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันไปตามเพศ อายุ และสภาวะสุขภาพ โดยทั่วไปตามข้อแนะนำจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH) และ USA Vitamin C recommendations ที่กำหนดปริมาณวิตามินซีที่ความได้รับและคำแนะนำที่ใกล้เคียงกันในหลายประเทศ:

  • ผู้ชายผู้ใหญ่ (19 ปีขึ้นไป): 90 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงผู้ใหญ่ (19 ปีขึ้นไป): 75 มิลลิกรัมต่อวัน
  • สตรีมีครรภ์: 85 มิลลิกรัมต่อวัน
  • สตรีให้นมบุตร: 120 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ที่สูบบุหรี่: ควรได้รับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 35 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากบุหรี่เพิ่มอนุมูลอิสระและลดระดับวิตามินซีในร่างกาย

ข้อควรระวังในการทานวิตามินซี

  • ไม่ควรทานวิตามินซีเกินกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน ผู้ใหญ่ควรทานวิตามินซีไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานวิตามินซี
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานวิตามินซี
  • เด็กควรทานวิตามินซีตามคำแนะนำของแพทย์
  • ควรทานวิตามินซีพร้อมอาหาร เพื่อลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยขับวิตามินซีส่วนเกินออกจากร่างกาย

ทานวิตามินซีตอนไหนถึงจะดีที่สุด?

  • พร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหารทันที: วิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด การทานพร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้
  • แบ่งทาน: หากต้องการทานในปริมาณสูง (เช่น 1,000 มิลลิกรัม) การแบ่งทานเป็น 2-3 ครั้งต่อวัน (เช่น ครั้งละ 500 มิลลิกรัม เช้า-เย็น) อาจช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้นและรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้คงที่ มากกว่าการทานทั้งหมดในครั้งเดียว
  • เวลาใดก็ได้: ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่าจะทานมื้อเช้าหรือมื้อเย็น เลือกเวลาที่สะดวกและสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ

หากทานในปริมาณสูง เช่น 500–1,000 มก./วันขึ้นไป การแบ่งทานเป็น 2 ครั้ง เช่น เช้าและเย็น อาจเหมาะกว่าการทานครั้งเดียว เพราะการดูดซึมวิตามินซีมีจุดอิ่มตัว ยิ่งรับประทานครั้งเดียวมาก การดูดซึมเชิงสัดส่วนอาจลดลงได้

ใครบ้างที่เสี่ยงขาดวิตามินซี

แม้ภาวะขาดวิตามินซีรุนแรงจะพบไม่บ่อย แต่บางกลุ่มมีโอกาสได้รับไม่พอหรือมีระดับวิตามินซีต่ำกว่าปกติ เช่น

  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ
  • ผู้ที่ทานอาหารไม่หลากหลาย ไม่ค่อยกินผักผลไม้
  • ผู้ที่มีภาวะดูดซึมผิดปกติบางชนิด
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางกลุ่มหรือได้รับการฟอกไตเรื้อรัง

แหล่งวิตามินซีตามธรรมชาติ

วิธีที่ดีที่สุดในการรับวิตามินซีคือผ่านการบริโภคผักและผลไม้สดหลากหลายชนิด ซึ่งไม่เพียงแต่ให้วิตามินซี แต่ยังให้ไฟเบอร์และสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย แหล่งวิตามินซีชั้นเยี่ยม ได้แก่:

  • ผลไม้รสเปรี้ยว: ส้ม, มะนาว, เกรปฟรุต, สับปะรด
  • ผลไม้อื่นๆ: ฝรั่ง (โดยเฉพาะฝรั่งขี้นก), มะขามป้อม, กีวี, สตรอว์เบอร์รี, มะละกอ, แคนตาลูป
  • ผักใบเขียว: คะน้า, บรอกโคลี, ปวยเล้ง, ผักโขม
  • ผักอื่นๆ: พริกหวาน (ทุกสี โดยเฉพาะสีแดงและสีเหลือง), มะเขือเทศ, มันฝรั่ง, กะหล่ำดาว

ข้อควรทราบ: วิตามินซีมีความไวต่อความร้อน แสง และอากาศ การเก็บรักษาผักผลไม้เป็นเวลานาน หรือการปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานาน สามารถลดปริมาณวิตามินซีลงได้ การทานผักผลไม้สดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการได้รับวิตามินซีอย่างเต็มที่

รูปแบบของวิตามินซี

ในกรณีที่ไม่สามารถรับวิตามินซีจากอาหารได้เพียงพอ หรือต้องการปริมาณที่สูงขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินซีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยมีหลากหลายรูปแบบในท้องตลาด

 

1. วิตามินซีแบบอัดเม็ด

วิตามินซีแบบเม็ดจะมีขนาดตั้งแต่ 25 – 1,000 มิลลิกรัม แต่ขนาดของวิตามินซีที่นิยมขายกันทั่วไป คือ 500 และ 1,000 มิลลิกรัม และควรเลือกทานเป็นแบบ Buffered หรือ Sustained Release เพราะตัววิตามินซีจะค่อยๆละลายออกมาอย่างช้าๆ ทำให้สามารถดูดซึมได้นานขึ้น แบบนี้เม็ดยาจะมีขนาดใหญ่ ทำให้กลืนลำบาก

 

2. วิตามินซีแบบเม็ดอม

ปกติจะมีขนาด 25 – 500 มิลลิกรัม สำหรับผู้ที่กลืนยาเม็ดใหญ่ลำบากไม่ชอบกลืนแบบเป็นเม็ด แต่เนื่องจากวิตามินซีเป็นกรด ที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ถ้าหากเราอมบ่อยๆ อาจทำให้ฟันกร่อนหรือฟันผุได้

 

3. วิตามินซีแบบเม็ดเคี้ยว

จะมีขนาดประมาณ 30 มิลลิกรัม ส่วนมากจะทำมาให้เด็กทาน เพราะว่ามีรสหวานเด็กๆทานได้ง่าย แต่หากรับประทานในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้ฟันผุได้ได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากวิตามินซีแบบเม็ดเคี้ยวมักจะมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง เพื่อให้มีรสหวาน

 

4. วิตามินซีแบบเม็ดฟู่

วิตามินซีแบบเม็ดฟู้ในท้องตลาดจะมีขนาดประมาณ 500 และ 1,000 มิลลิกรัม ก่อนรับประทานควรนำไปละลายในน้ำจนฟองหมด เพราะฟองแก๊สที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดการแน่นท้องไม่สบายตัว แต่วิตามินแบบเม็ดฟู่ จะเหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดขนาดใหญ่ได้หรือกลืนได้ลำบาก

 

5. วิตามินซีแบบแคปซูล

มีขนาด 500 มิลลิกรัม จะมีขนาดที่เล็กกว่าวิตามินซีแบบอัดเม็ด และมีให้เลือกทานได้ทั้งแบบแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่ม ซึ่งทั้งสองแบบจะมีขนาดเล็กกลืนง่ายสำหรับผู้ที่มีปัญหาการกลืน

 

6. วิตามินซีรูปแบบสารละลายสำหรับฉีด

วิตามินซีแบบฉีด จะมีขนาด 500 มิลลิกรัม ปริมาตรประมาณ 2 มิลลิลิตร การจะใช้วิตามินซีแบบฉีดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควารได้รับการแนะนำจากแพทย์ก่อนว่าเราควรฉีดไหม วิตามินซีแบบฉีดจะออกฤทธิฺค่อนข้างเร็วและร่างกายสามารถนำวิตามินซีไปใช้ได้ทันที ซึ่งมีประโยชน์โดยตรงในการป้องกันหวัด และช่วงบำรุงซ่อมแซมผิว โดยที่ไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร

 

ประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซีไม่ได้มีดีแค่เรื่องป้องกันหวัด แต่ยังอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์หลากหลายด้าน ดังนี้:

 

เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Booster):

  • กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นทหารเอกในการดักจับและทำลายเชื้อโรค
  • เพิ่มการผลิตแอนติบอดี เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอม
  • อาจช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดได้

 

สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง (Potent Antioxidant):

  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง
  • ช่วยฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ในร่างกาย เช่น วิตามินอี

 

ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน (Collagen Synthesis):

  • เป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนโครงสร้างหลักของผิวหนัง กระดูก และหลอดเลือด
  • ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่น และช่วยให้แผลสมานตัวได้ดี

 

ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก (Iron Absorption):

  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิดที่ไม่ใช่ฮีม (Non-heme iron) ซึ่งพบมากในพืชผัก

 

สุขภาพเหงือกและฟัน:

  • ช่วยรักษาความแข็งแรงของเหงือกและเนื้อเยื่อในช่องปาก การขาดวิตามินซีรุนแรงอาจนำไปสู่โรคลักปิดลักเปิด (Scurvy)

ประโยชน์ของวิตามินซี ที่ช่วยเรื่องบำรุงผิว

นอกจากวิตามินซีจะช่วยเรื่องสุขภาพและภูมิคุ้มกันของเราแล้ว ยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วยไม่ว่าจะจากการรับประทานหรือจากการที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆนำไปผสมจนเป็นสารบำรุงผิวสามารถใช้ภายนอกได้

  1. ช่วยเรื่องผิวกระจ่างใส
  2. วิตามินซีเองเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มี่อนุภาคเป็นกรด และมีฤทธิฺในการยั้งยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน จึงสามารถช่วยเรื่องการผลัดเซลล์ผิวและบำรุงผิวให้กระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสมอีกด้วย

  3. ช่วยฟื้นฟูคอลลาเจน
  4. วิตามินซียังช่วยในการสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนที่อยู่ในชั้นผิว ทำให้ผิวมีความตึงขึ้นข่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

  5. เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  6. ตัววิตามินซีเอง เมื่อนำมาเป็นสารบำรุงหน้าแล้ว มีสรระคุณในการควบคุมความมันและเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ในผิว ทำให้หน้าไม่แห้งและมีความฉ่ำมากขึ้น

  7. กระชับรูขุมขน หน้าเรียบเนียน
  8. นอกจากจะช่วยในเรื่องฟื้นฟูคอลลาเจนแล้ว ด้วยคุณสมบัติในการควบคุมความมันของใบหน้า ทำให้ลดการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันในชั้นผิวหนัง ทำให้รูขุมขนที่กว้างเพราะผลิตน้ำมันมาก ดูเล็กลงจนใบหน้าดูเรียบเนียนผิวกระชับ

  9. ช่วยลดรอยดำและรอยแดง
  10. จากคุณสมบัติของวิตามินซีที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ จึงช่วยเรื่องผลัดเซลล์ผิว จึงทำให้บริเวณที่มีรอยดำ หรือรอยแดงจากสิว จางลงเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง ให้สีผิวเรียบเนียนเท่ากันมากขึ้น Eucerin ขอแนะนำ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการฟื้นฟูผิวหน้าที่โดนแดด หมองคล้ำ ผิวบาง ให้กลับมาแลดูแข็งแรง กระจ่างใสขึ้นและมีสีผิวสม่ำเสมออย่าง Eucerin Even Radiance Duo Ampoules เซรั่มแอมพูลจากยูเซอริน 2 Steps
    - Step ที่ 1 ช่วยจัดการเซลล์ผิวหมองคล้ำถึงต้นตอ ด้วย 3 สารไบรท์เทนนิ่ง Niacinamide, Licorice Extract และ Vit E
    - Step ที่ 2 ฟื้นบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ที่ผสานสรรพคุณของ Vit C ช่วยบำรุงให้ผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำผิวหมองคล้ำ จึงได้นำ VitC เข้ามาอยู่ในขั้นตอนฟื้นบำรุงผิวหน้าพร้อมบูสผิวโกลว์ใส ฉ่ำวาวด้วย Illumiscin และยังป้องกันโอกาสเกิดจุดด่างดำด้วย Niacinamide และ 4 สารทรงพลังที่ช่วยฟื้นบำรุงผิว อย่าง GG, Zinc, Panthenol, VitE

เซรั่มผิวใส บำรุงผิวหมองคล้ำ

แนะนำผลิตภัณฑ์ Eucerin เพื่อผิวกระจ่างใสและลดจุดด่างดำ

วิตามินซีเป็นสารที่หลายคนคุ้นเคยในเรื่องผิวกระจ่างใส แต่ถ้าปัญหาหลักคือ ฝ้าแดด จุดด่างดำ รอยดำหลังสิว และสีผิวไม่สม่ำเสมอ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Thiamidol ซึ่งเป็นสารไบรท์เทนนิ่งเอกสิทธิ์ของยูเซอริน อาจตอบโจทย์ได้ตรงกว่า เพราะถูกพัฒนามาเพื่อจัดการปัญหาเม็ดสีและจุดด่างดำโดยเฉพาะ โดยกลุ่ม Spotless Brightening ของ Eucerin วางจุดเด่นเรื่องการช่วยลดจุดด่างดำและช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง

1. Eucerin SPOTLESS BRIGHTENING BOOSTING ESSENCE

น้ำตบบูสผิวใสที่ผสาน Thiamidol พร้อมส่วนผสมที่ช่วยเติมความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวดูสว่าง กระจ่างใส และสีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มดูแลผิวหมองคล้ำและเตรียมผิวก่อนลงสกินแคร์ขั้นต่อไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

 

2. Eucerin SPOTLESS BRIGHTENING BOOSTER SERUM

เซรั่มสำหรับดูแลปัญหาจุดด่างดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอโดยเฉพาะ จุดเด่นคือการใช้ Thiamidol ร่วมกับการบำรุงผิวให้ดูอิ่มฟู จึงเหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์เรื่องผิวกระจ่างใสแบบตรงจุดมากกว่าวิตามินซีทั่วไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

 

3. Eucerin Sun Protection SUN SERUM SPOTLESS BRIGHTENING SPF50+ PA++++

ถ้าต้องการดูแลผิวกระจ่างใสในตอนเช้า การใช้กันแดดที่ช่วยปกป้องทั้งรังสี UVA/UVB พร้อมดูแลเรื่องฝ้าแดดและจุดด่างดำ เป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวหมองคล้ำและปัญหาเม็ดสีชัดขึ้น ผลิตภัณฑ์นี้จึงเหมาะกับคนที่อยากทั้งปกป้องผิวและดูแลความกระจ่างใสในขั้นตอนเดียว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

 

4. สำหรับผิวกาย: Eucerin SPOTLESS BRIGHTENING SKIN TONE PERFECTING BODY LOTION

สำหรับคนที่กังวลเรื่องผิวกายหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ หรืออยากให้ผิวกายดูเนียนกระจ่างใสขึ้น บอดี้โลชั่นตัวนี้ช่วยดูแลผิวกายให้ดูสดใส ชุ่มชื้น และสม่ำเสมอขึ้น เหมาะกับการใช้ต่อเนื่องเพื่อฟื้นบำรุงผิวกายที่คล้ำเสียสะสม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

วิตามินซี มีประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งในการฟื้นฟูและเพิ่มสมรรภาพของภูมิคุ้มกัน และบำรุงรักษาผิว ช่วยในการลดริ้วรอยชะลอวัย เพียงแต่ควรใช้ให้พอดีไม่ว่าจะทั้งการรับประทานหรือการบำรุงรักษาผิวหน้า แต่ควรรับประทานวิตามินซีเพียงแต่พอดีที่ร่างกายต้องการ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีบำรุงหน้า ก็ควรใช้ในปริมาณที่ฉลากแนะนำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


คำถามที่พบบ่อย (6)

  • กินวิตามินซีช่วยอะไรได้บ้าง

    ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ป้องกันโรคและบรรเทาอาการภูมิแพ้ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพให้ร่างกายแข็งแรง และวิตามินซียังเป็นตัวกระตุ้นให้ระบบการใหลเวียนโลหิตของผิวพรรณ เสริมสร้างคลอลาเจน

  • ร่างกายดูดซึมวิตามินซีได้เท่าไหร่

    การดูดซึมวิตามินซีของร่างกายมีจุดอิ่มตัว หมายถึง ร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีได้เพียงปริมาณหนึ่งเท่านั้น หากรับประทานเกินจุดอิ่มตัว ร่างกายจะดูดซึมได้ไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นควรรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ครั้งละ 1,000-1,500 มิลลิกรัม แต่ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินซีได้เพียง 50% เท่านั้น หรือประมาณ 500 มิลลิกรัม เมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

  • ทานวิตามินซีอย่างไรให้ได้ผลสูงสุด

    เลือกทานวิตามินซีแบบ L-ascorbic acid แบบนี้สามารถดูดซึมได้ดี และควรทานพร้อมอาหารมือเช้าและมือเย็น

  • เป็นเบาหวาน ทานวิตามินซีได้ไหม

    คนเป็นโรคเบาหวานสามารถทานวิตามินซีได้ ในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมหรือที่แพทย์แนะนำ เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยลดสารอนุมูลอิสระและการอักเสบของหลอดเลือดได้

  • วิตามินซีช่วยป้องกันหวัดได้ 100% หรือไม่?

    ไม่ 100% แต่วิตามินซีช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น อาจช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเป็นหวัดได้

  • ทานวิตามินซีทุกวันอันตรายไหม?

    หากทานในปริมาณที่แนะนำ (ไม่เกิน 2,000 มก./วัน สำหรับผู้ใหญ่) โดยทั่วไปปลอดภัย แต่หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์

บทความเกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง