การเลือกครีมกันแดดนอกจากค่า SPF ที่ต้องเลือกให้เหมาะสมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้
1. เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว
ควรเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว ซึ่งค่า SPF เป็นเพียงค่าที่บ่งบอกประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB เท่านั้น
- ผิวมัน-ผิวผสม ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็น เนื้อน้ำ,เจล ดรายทัช หรือครีมกันแดดที่มีเครื่องหมายกำกับว่า ปราศจากน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหน้ามันระหว่างวัน
- ผิวธรรมดา สามารถเลือกใช้ครีมกันแดดได้ทุกรูปแบบตามความชอบและชีวิตประจำวัน
- ผิวแห้ง ควรใช้ครีมกันแดดที่เป็นเนื้อครีม มีส่วนผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้น
- ผิวแพ้ง่าย ควรเลือกใช้กันแดดที่ไม่มีส่วนผสมของสารก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น พาราเบน แอลกอฮอล์ และ น้ำหอม
2. ความเข้มข้นของแสงแดด
รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV (Ultraviolet : UV) เป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 200-400 นาโนเมตร แบ่งออกได้ดังนี้
1. รังสี UVB มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 280-320 นาโนเมตร รังสี UVB สามารถส่งผ่านรังสีทะลุผ่านผิวหนังในชั้นสเตรตัม คอร์เนียม (Stratum corneum) และชั้นอีพิเดอมีส (Epidermis) ทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังของเรา คือ เกิดรอยผื่นแดง แสบผิว หรือผิวหนังในชั้นนอกเป็นรอยไหม้ได้ รวมถึงเกิดรอยแดง จุดด่างดำ และฝ้าที่ผิวได้
2. รังสี UVA มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 320-400 นาโนเมตร มีพลังงานต่ำสุดแต่สามารถส่งผ่านรังสีได้ลึกมากกว่า สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างชั้นผิวหนัง หากรับรังสี UVA นี้แม้ในปริมาณน้อยก็สามารถส่งผลกระทบได้ถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ทำให้ผิวเหี่ยวย่น สุขภาพผิวไม่ดีตามมา
3. แสงสีฟ้า (HEVIS) เป็นแสงพลังงานสูงมีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 400-500 นาโนเมตร สามารถลงลึกไปใต้ชั้นผิว ส่งผลให้ผิวเกิดริ้มรอยก่อนวัย ทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง
การเลือกครีมกันแดดที่ดีควรเลือกที่สามารถป้องกันแสงแดดทั้งรังสี UVA/UVB และรวมถึงแสงสีฟ้า (HEVIS) ได้ด้วย แสงสีฟ้าคืออะไร เกี่ยวกับผิวเราอย่างไร
3. สถานที่
การเลือกครีมกันแดดควรคำนึงถึงสถานที่ในการทำกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้ง หรือในที่ร่ม โดยเฉพาะกลางแจ้ง เวลากลางวันยิ่งต้องเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 ขึ้นไป หรือหากอยู่ในออฟฟิศที่มีแสงไฟสว่างตลอดทั้งวันสามารถเลือกใช้ครีมกันกันแดดที่มีค่า SPF ระหว่าง 15-30 ได้ หรือเลือกครีมกันแดดทาหน้าแบบง่ายๆโดยดูจากกิจกรรมแต่ละวันของเรา
- หากทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรเลือกค่า SPF 50+ และ PA++++ ขึ้นไป
- หากอยู่ในที่ร่มหรือออฟฟิศ สามารถเลือก SPF 15-30 และ PA++ ขึ้นไป