รังสีอัลตราไวโอเลต

รังสีอัลตราไวโอเลตคืออะไร ประโยชน์ของรังสียูวีและวิธีปกป้องผิว

อ่านแล้ว 3 นาที
แสดงบทความเพิ่มเติม

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) คือรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าความยาวคลื่น 100–400 นาโนเมตร แบ่งเป็น UVA, UVB, UVC โดย UVA และ UVB เป็นรังสีหลักที่มาถึงพื้นโลกและทำให้เกิด ผิวไหม้แดด ริ้วรอย จุดด่างดำ และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง เมื่อได้รับมากเกินไป

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพผิว หลายคนอาจเข้าใจว่าหากอยู่ในร่มจะสามารถหลีกเลี่ยงรังสีเหล่านี้ได้ แต่ในความเป็นจริง รังสี UV สามารถทะลุผ่านเข้ามาทำร้ายผิวได้แม้อยู่ภายในอาคารหรือบ้านก็ตาม นอกจากนี้ แสงพลังงานสูง หรือ High Energy Visible Light (HEV) จากหลอดไฟ หน้าจอคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ยังส่งผลเสียต่อผิวโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับรังสีอัลตราไวโอเลตจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถป้องกันผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รังสีอัลตราไวโอเลต คืออะไร

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) คืออะไร?

รังสีอัลตราไวโอเลต (UltraViolet) หรือที่เรียกย่อว่า UV เป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นระหว่าง 100 ถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตการมองเห็นของมนุษย์ (Visible Light) โดยมีชื่อภาษาไทยเรียกว่า รังสีเหนือม่วง รังสีอัลตราไวโอเลต UV แบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่: UVA, UVB และ UVC

  • UVA (ความยาวคลื่น 320 – 400 นาโนเมตร) สามารถทะลุเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
  • UVB (ความยาวคลื่น 290 – 320 นาโนเมตร) มีพลังงานสูง ทำให้เกิดผิวไหม้แดดและเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง
  • UVC (ความยาวคลื่น 100 – 290 นาโนเมตร) ถูกชั้นโอโซนดูดซับไว้ ไม่สามารถทะลุถึงพื้นโลก

ในปัจจุบัน รังสี UV ที่มาถึงพื้นโลกประกอบด้วย UVA 90% และ UVB 10% ซึ่งสามารถส่งผลเสียต่อผิวได้หากไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสม สำหรับแสง UVC จากดวงอาทิตย์จะถูกกันจากชั้นโอโซนของบรรยากาศหมด จึงไม่ลงมาถึงโลกเรา

แหล่งที่มาของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) มาจากไหนได้บ้าง

  • แสงจากดวงอาทิตย์
  • หลอดไฟ Black light Blue (BLB) หรือแสงจากหลอดไฟต่างๆภายในบ้าน
  • Short wave UV lamp ที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อฆ่าเชื้อโรค
  • UV laser มีทั้งที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม การแกะสลัก ทางการแพทย์ และอื่นๆ
  • แสงที่ออกมากับการเชื่อมโลหะต่างๆ

แสงที่ “คนมักสับสนว่าเป็น UV”

  • แสงจากจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่คือ HEV (แสงสีฟ้า) ซึ่งเป็นแสงที่มองเห็น ไม่ใช่ UV แต่ก็ส่งผลต่อผิวให้เกิดความหมองคล้ำได้ จึงควรดูแลด้วยการทากันแดดหน้าอย่างสม่ำเสมอ

UV Index คืออะไร?


UV Index คือค่าที่บอก ความแรงของรังสี UV ในช่วงเวลานั้น ๆ ยิ่งค่าสูงยิ่งเสี่ยงผิวไหม้แดดและทำร้ายผิวเร็วขึ้น

  • 0–2 ต่ำ: ป้องกันพื้นฐานก็พอ
  • 3–5 ปานกลาง: เริ่มควรทากันแดดจริงจัง และสวมหมวกหรือแว่น
  • 6–7 สูง: เลี่ยงแดดจัดช่วงกลางวัน ทากันแดดซ้ำ
  • 8–10 สูงมาก: ต้องปกป้องเข้มข้น สวมเสื้อแขนยาวและคอยหลบแดด
  • 11+ รุนแรงมาก: ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งนาน ๆ

ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV)

แม้ว่ารังสี UV จะมีอันตรายในบางกรณีและควรป้องกันเพื่อไม่ให้ทำร้ายผิวของเรา แต่ก็มีประโยชน์มากมายในหลายด้าน เช่น 

  1. การสังเคราะห์วิตามินดี: เมื่อผิวหนังสัมผัสกับรังสี UVB ในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายจะสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน
  2. การบำบัดรักษาโรคผิวหนัง: การรักษาด้วยแสง (Phototherapy) ใช้รังสี UVA และ UVB ในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิด เช่น
    • โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
    • โรคผิวหนังอักเสบ (Dermatitis)
    • โรคด่างขาว (Vitiligo)
  3. การฆ่าเชื้อโรค: รังสี UVC มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายจุลินทรีย์โดยการทำลายดีเอ็นเอของเชื้อโรค
    • การฆ่าเชื้อในน้ำ: ระบบบำบัดน้ำหลายแห่งใช้รังสี UV ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัวในน้ำดื่มและน้ำเสีย โดยไม่ต้องใช้สารเคมี
    • การฆ่าเชื้อในอากาศ: เครื่องฟอกอากาศและระบบปรับอากาศหลายระบบใช้หลอด UV เพื่อกำจัดเชื้อโรคในอากาศ
    • การฆ่าเชื้อบนพื้นผิว: ใช้ในการฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ และสถานที่ที่ต้องการความสะอาดสูง
  4. การเพาะปลูกพืช: ใช้แสง UV ในระดับที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชในโรงเรือน
  5. การป้องกันแมลงศัตรูพืช: หลอดไฟ UV ใช้ในการดึงดูดและกำจัดแมลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมี
  6. การย่อยสลายสารพิษ: รังสี UV สามารถช่วยในการย่อยสลายสารพิษบางชนิดในสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม “ประโยชน์” ของ UV ไม่ได้หมายความว่าเราควรรับแดดนาน ๆ โดยไม่ป้องกัน เพราะการได้รับเกินความเหมาะสมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผิวและดวงตาได้

อันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลตต่อสุขภาพและผิวหนัง

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) แม้จะมีประโยชน์หลายด้าน แต่การได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผิวหนังและดวงตา เราสามารถแบ่งอันตรายเหล่านี้ตามประเภทของผลกระทบ ดังนี้

 

ผลกระทบระยะสั้น

  1. ผิวไหม้แดดจากแสงแดด (Sunburn) เมื่อผิวหนังได้รับรังสี UV มากเกินไปในระยะเวลาสั้นๆ จะเกิดการอักเสบที่เรียกว่า "ผิวไหม้แดด" ซึ่งเราอาจไม่รู้สึกถึงอันตรายในขณะที่กำลังถูกแสงแดด เพราะอาการไม่ปรากฏทันที ทำให้หลายคนอยู่กลางแดดนานเกินไปโดยไม่รู้ตัว
  2. ผื่นแพ้แสง (Photodermatosis) บางคนมีความไวต่อรังสี UV มากกว่าปกติ หรืออาจแพ้แสงเมื่อใช้ยาบางประเภท ซึ่งเรียกว่า "Photosensitivity" โดยมีอาการผื่นแดง คัน ผิวหนังลอก

 

ผลกระทบระยะยาว

  1. ริ้วรอยก่อนวัย (Photoaging) การได้รับรังสี UV สะสมเป็นเวลานานจะเร่งกระบวนการเสื่อมของผิวหนัง ทำให้เกิด ริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น ผิวหนังหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น จุดด่างดำ กระบวนการนี้เกิดจากรังสี UV ทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นโปรตีนที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง
  2. มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer) อันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของรังสี UV คือความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากรังสี UV สามารถทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดเซลล์กลายพันธุ์ได้

 

ผลกระทบต่อดวงตา

  1. รังสี UV สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้เช่นกัน โดยผลกระทบมีตั้งแต่ระยะสั้นจนถึงความเสียหายถาวร:
  2. เยื่อตาอักเสบจากแสง (Photokeratitis) เปรียบเสมือน "การไหม้แดดของดวงตา" มีอาการปวด แสบตา น้ำตาไหล ตาแดง และไวต่อแสง มักหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง พบบ่อยในผู้ที่อยู่บริเวณที่แสงจ้ามากเกินไปโดยไม่ใส่แว่นกันแดด หรือจากการเชื่อมโลหะโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
  3. ต้อเนื้อ (Pterygium) เนื้อเยื่อผิดปกติที่เจริญเติบโตจากเยื่อบุตาขาวเข้าสู่กระจกตา มักพบในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน อาจทำให้สายตาผิดปกติและต้องผ่าตัดหากเข้าใกล้รูม่านตา
  4. ต้อกระจก (Cataracts) การได้รับรังสี UV สะสมเป็นเวลานานเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจก เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้การมองเห็นแย่ลง เป็นสาเหตุหลักของภาวะตาบอดที่รักษาได้ทั่วโลก
  5. จุดรับภาพเสื่อม (Macular Degeneration) การเสื่อมของจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา ทำให้การมองเห็นตรงกลางแย่ลง ซึ่งจำเป็นสำหรับการอ่าน การขับรถ และการจดจำใบหน้า รังสี UV เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจเร่งให้เกิดโรคนี้เร็วขึ้น

ปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต อย่างไรดี ?

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารให้ความกระจ่างใสอย่างไทอามิดอล

การป้องกัน UV ที่ดีไม่ใช่แค่ “ทาครีมกันแดด” แต่ควรทำหลายอย่างร่วมกัน

  • หลีกเลี่ยงแดดจัด โดยเฉพาะช่วงกลางวัน
  • อยู่ในที่ร่มเมื่อทำได้
  • สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิว หมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดดที่ช่วยป้องกันรังสี UV
  • ใช้ครีมกันแดดแบบ broad-spectrum ที่ช่วยป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB
  • ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดประมาณ 15–30 นาที
  • ทาซ้ำอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง และทาซ้ำเร็วขึ้นหากมีเหงื่อ ว่ายน้ำ หรือเช็ดหน้า
  • อย่าลืมบริเวณที่มักพลาด เช่น หู คอ หลังคอ หลังมือ และริมฝีปาก.

เลือกครีมกันแดดแบบไหนให้เหมาะกับผิว

ถ้าต้องการปกป้องผิวจากรังสี UV ในชีวิตประจำวัน ควรมองหาคุณสมบัติดังนี้

  • ปกป้องได้ทั้ง UVA/UVB
  • เนื้อสัมผัสดี ใช้ได้ทุกวัน
  • เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ หรือผิวที่ต้องเผชิญมลภาวะ
  • หากทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือทางน้ำ ควรเลือกสูตรที่มีคุณสมบัติกันน้ำตามความเหมาะสม
  • หากมีปัญหาจุดด่างดำหรือผิวหมองคล้ำ ควรพิจารณาสูตรที่ช่วยดูแลเรื่องความกระจ่างใสร่วมด้วย

แนะนำผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV

อีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ล่าสุดที่ปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างครอบคลุม Eucerin Sun Serum Oil Control SPF50+ PA++++ กันแดดเซรั่มเนื้อแมตต์ บางเบา ปกป้องสูง สบายผิวสำหรับทุกวัน ด้วย 3 ประสิทธิภาพการปกป้องในหนึ่งเดียว ทั้ง AOX Shield Technology (Licochalcone A และ Glycyrrhetinic Acid) ที่ปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB และผลกระทบจากแสงสีฟ้า อนุมูลอิสระและฝุ่นมลภาวะ Oil Control Technology ที่ช่วยคุมมัน ซึมซาบไว ให้ผิวดูแมตต์ และ Vitamin Booster (วิตามิน C, E และโปรวิตามิน B5) ที่ช่วยบูสต์เกราะปกป้องผิวให้ผิวดูแข็งแรง สุขภาพดี เนื้อเซรั่มบางเบา ไม่มีน้ำหอม ไม่อุดตันผิว เหมาะสำหรับผิวมัน ผิวเป็นสิวง่าย ใช้ได้เป็นประจำทุกวัน

ปกป้องผิวบอบบางให้สุดขีดด้วย Eucerin Sun ULTRA 100 UV+ ครีมกันแดดที่ช่วยปกป้องผิวหน้า ด้วยค่า SPF 50+, PA++++ ที่ให้การปกป้อง UVA เหนือกว่า 2 เท่า ด้วยฟิลเตอร์ 7 ชนิดที่ปกป้องทั้ง UVA/UVB และแสงสีฟ้าในชีวิตประจำวัน พร้อมฟื้นฟูผิวด้วย Licochalcone A สารต้านอนุมูลอิสระที่ลดอนุมูลอิสระถึง 79% และ Glycyrrhetinic Acid ที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวลึกถึงระดับเซลล์ เนื้อบางเบา กันน้ำได้ ใช้ได้แม้หลังทำเลเซอร์ ไม่ก่อสิว ไม่ระคายเคือง ผู้ใช้ 98% ยืนยันเหมาะกับผิวบอบบาง และ 97% ยืนยันช่วยบรรเทาผิวระคายเคือง มั่นใจเต็มที่ทุกครั้งที่ต้องเจอแดด

กันแดดเนื้อน้ำ ปกป้องผิวจากรังสี UVA/ UVB และ Hevis Light ในทุกมิติ

การใช้ครีมกันแดด อย่างเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญ จะช่วยปกป้องอันตรายจากแสงแดดที่จะมาทำร้ายผิวหน้าของเราได้ โดยต้องเลือกผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่สามารถปกป้องรังสี UV ได้ทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าง Eucerin Sun Protection SUN HYDRO PROTECT ULTRA LIGHT FLUID SPF50+ กันแดดเนื้อน้ำ บางเบาซึมไวทันที ทาแล้วไม่เหนียวเหนอะ ไม่อุดตัน ด้วย Hydro-tech Complex แต่สามารถปกป้องรังสี UVA/UVB และ Hevis Light (แสงสีฟ้า) ด้วยเทคโนโลยี Advanced Spectral Technology และผสาน Glycyrrhetinic acid ฟื้นบำรุง ระดับ DNA Protection เป็นอีกทางของการปกป้องผิวและลดการทำร้ายผิวจากแสงแดด ใช้ได้แม้ในผิวแพ้ง่าย

ครีมกันแดดทาหน้า

และ Eucerin Sun Protection SUN SERUM SPOTLESS BRIGHTENING SPF50+ PA++++ ที่เหมาะกับคนที่กังวลเรื่อง แดดทำให้จุดด่างดำเข้มขึ้น ผิวหมองคล้ำ หรือสีผิวดูไม่สม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ด้วยค่า SPF50+ PA++++ แล้ว ยังเหมาะกับการใช้เป็นกันแดดที่เน้นดูแลปัญหาความหมองคล้ำและผิวดูไม่กระจ่างใส ด้วยส่วนผสมจาก Thiamidol ที่ช่วยปรับผิวและจุดด่างดำให้กระจ่างใสมากขึ้น ช่วยปกป้องผิวจากแดดและดูแลผิวครบในขั้นตอนเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) (5)

บทความเกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง