สิวฮอร์โมน ส่งผลต่อผิวพรรณอย่างไร รักษาสิวฮอร์โมน สิวฮอร์โมนรักษาได้ยังไง

เมื่อพูดถึงสิวฮอร์โมนแล้วหลายคนอาจจะนึกถึงหนุ่มสาววัย 15-18 ปี เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่านและเติบโตอย่างเต็มที่ ความผันผวนของฮอร์โมนนี้ส่งผลให้เกิดปัญสิวขึ้น ซึ่งในความจริงนั้นสิวฮอร์โมนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังสามารถพบได้ในทุกช่วงวัยที่มีความเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย ซึ่งเราจะมาร่วมทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดสิวฮอร์โมน และการดูแลรักษาสิวฮอร์โมนว่าควรมีแนวทางอย่างไร 

สิวและฮอร์โมนเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

สาเหตุของการเกิดสิวฮอร์โมนนั้นมีมากมายหลายประการ แต่หลักๆแล้วจะเกิดจากปริมาณฮอร์โมนที่ไม่สมดุลภายในร่างกาย เช่น เมื่อช่วงวัยรุ่นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย (androgens) มากขึ้นซึ่งสามารถกระตุ้นการผลิตไขมันในต่อมไขมันให้ผลิตไขมันส่วนเกิน (seborrhea) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่สามารถนำไปสู่การเกิดสิวฮอร์โมนได้นั่นเอง 

นอกจากนี้เราสามารถสังเกตสิวฮอร์โมนได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากสังเกตตัวเอง สิวฮอร์โมนมีลักษณะคล้ายสิวปกติทั่วไป แต่จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นประจำ เช่น สิวประจำเดือน ที่มักเกิดขึ้นก่อนหรือหลังมีประจำเดือน หรือช่วงระยะเวลาที่มีความเครียดสะสม จะส่งผลกระทบให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนจนเกิดเป็นสิวขึ้น ซึ่งอีกนัยหนึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย

ถาม - ตอบ เรื่องสิวฮอร์โมน

Q: ฮอร์โมนและสิวมีผลต่อผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันหรือไม่

ในช่วงวัยแรกรุ่นระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone) ซึ่งจัดเป็นฮอร์โมนเพศชาย (androgens) ชนิดหนึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นทั้งในชายและหญิง ในผู้ชายฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ ส่วนในผู้หญิงฮอร์โมนนี้จะเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก นอกจากนี้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนยังทำให้เกิดสิว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมสิวฮอร์โมนจึงปะทุออกมามากในช่วงวัยนี้ ดังนั้นในช่วงวัยรุ่นถึง 70% ต้องรับมือกับปัญหาผิวมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวฮอร์โมน

อย่างไรก็ตาม ในวัยผู้ใหญ่กว่า 40% (อายุ 25 ปีขึ้นไป) ก็ได้รับผลกระทบจากสิวฮอร์โมนเป็นครั้งคราวเช่นกัน*1 โดย 75-85% เป็นผู้หญิง

*2 ความแตกต่างระหว่างระดับฮอร์โมนในผู้ชายและผู้หญิงคือ ในขณะที่ผู้ชายมีฮอร์โมนคงที่มากกว่า แต่ฮอร์โมนในผู้หญิงจะผันผวน โดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่อยู่เบื้องหลังคือ การมีประจำเดือน, การตั้งครรภ์, การหมดประจำเดือน

*1 - Zouboulis, Hautarzt 2014 · 65:733–750.

*2 - Zeichner et al., J Clin Aesthet Dermatolog., 2017; 10 (1): 37-46 and Holzmann, Sharkery, Skin Pharmacol Physiol 2014; 27: 3-8

Q: ประจำเดือนมีผลกระทบจากฮอร์โมนหรือไม่ 

ตามการศึกษาทางด้านผิวหนังพบว่า 60% ของผู้หญิงเป็นสิวฮอร์โมนรุนแรงขึ้นในช่วงมีประจำเดือน*3 เนื่องจากในช่วงประจำเดือนระดับฮอร์โมนจะมีโอกาสแปรปรวนมากที่สุดและมีสิวเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษในช่วงมีประจำเดือน โดยรอบเดือนมีระยะเวลา 28 วัน (นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนและสิ้นสุด 1 วัน ก่อนที่จะมีเลือดประจำเดือนอีกครั้ง) โดยในแต่ละวันระดับฮอร์โมนจะแตกต่างกัน

  • วันที่ 1 - 14 : ในช่วงนี้ฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่กำหนดลักษณะความเป็นหญิงจะมีระดับที่มากกว่าฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน(Progesterone) ส่งผลให้ผิวดูสวย และเปล่งปลั่ง  
  • วันที่ 14 - 28 : ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มสูงขึ้นกว่าเอสโตรเจน เพื่อทำให้เกิดการหนาตัวของผนังมดลูก แต่เมื่อถึงเวลาที่ประจำเดือนมา ทั้งระดับเอสโตรเจน และโปรเจนเตอโรนจะลดต่ำลง ส่งผลให้ผนังมดลูกสลายตัวออกมาเป็นประจำเดือน และทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนซึ่งเป็นฮอรโมนเพศชายมีอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าจึงกระตุ้นการผลิตน้ำมันบนใบหน้า ส่งผลให้เกิดสิวฮอร์โมน 

*3 - http://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/acne/features/period#1

Q: สิวในระหว่างตั้งครรภ์เกิดช่วงไหนบ้าง

การตั้งครรภ์เป็นอีกช่วงเวลาที่ฮอร์โมนมีความผันผวนซึ่งอาจทำให้เกิดสิวฮอร์โมนได้

มากกว่าครึ่งหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์ประสบปัญหาสิวฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์เป็นครั้งคราว*4 คนที่เป็นสิวง่ายมักมีปัญหาสิวฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ และถึงแม้ว่าผู้หญิงบางคนไม่เคยมีสิวมาก่อนก็อาจจะพบปัญหานี้ครั้งแรกในช่วงตั้งครรภ์ *4

 

ระดับฮอร์โมนที่อยู่ในระดับสูงสุดในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) โดยมีงานวิจัยว่าถ้าหากไม่พบอาการผิดปกติของสิวฮอร์โมนในช่วง 3 เดือนแรก โอกาสในการเกิดสิวฮอร์โมนก็จะค่อนข้างน้อยในช่วงเวลาที่เหลือของการตั้งครรภ์ในความเป็นจริงแล้วการเป็นสิวฮอร์โมนในระยะตั้งครรภ์สามารถปะทุออกมาทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์หรือหลังคลอด ในทางตรงกันข้ามผู้หญิงบางคนที่มีผิวเป็นสิวง่ายยังพบว่าผิวเรียบเนียนขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ก็ได้เช่นกัน

 

รู้หรือไม่

สูตินรีแพทย์ที่ดูแลคุณในระหว่างตั้งครรภ์จะสามารถให้คำแนะนำคุณเกี่ยวกับปัญหาผิวที่คุณอาจมีหรือแนะนำให้พบแพทย์ผิวหนัง สิ่งสำคัญคือคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนรักษาสิวฮอร์โมน ใช้ยา หรือเปลี่ยนอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ทารกในครรภ์กำลังพัฒนาจึงต้องการอาหารที่ดีต่อสุขภาพและครบ 5 หมู่ ยารักษาสิวบางชนิด เช่น Isotretinoin (ยาที่ใช้รักษาสิวรุนแรง) ไม่ควรใช้ระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์


*4 - http://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/acne/acne-during-pregnancy-treatments-causes#3

 

Q: เพราะอะไร? หมดประจำเดือนแล้วแต่ยังเป็นสิวอยู่ 

ผู้หญิงหลายคนพบปัญหาผิวขณะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เช่น ผิวแห้ง, ผื่น, ผิวไวต่อสิวมากขึ้นและแม้แต่เริ่มเป็นสิว ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากความผันผวนของฮอร์โมนเช่นเดียวกับการมีสิวประจำเดือนและสิวที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ โดยเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ร่างกายของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเริ่มผลิตในปริมาณที่น้อยลง ทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่ ร้อนวูบวาบ รอบเดือนผิดปกติและปัญหาผิว ผิวหนังสูญเสียความสามารถในการเก็บความชุ่มชื้นและผิวจะใช้เวลานานกว่าในการสร้างใหม่และรักษาตัวเอง ผิวจะบางและยืดหยุ่นน้อยลง และส่งผลให้ผิวบอบบาง แห้งและไวต่อการเกิดสิว ซึ่งหากเรามีวิธีการดูแลและฟื้นบำรุงผิวเป็นอย่างดีก็จะช่วยให้เกราะปกป้องผิวแข็งแรง เป็นการช่วยดูแลปัญหาผิวที่ไม่อาจควบคุมนี้ได้อีกหนึ่งหนทาง


แนวทางการดูแลรักษาสิวฮอร์โมน

  • ดูแลผิวของคุณ : การดูแลผิวที่สม่ำเสมอโดยใช้ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันโดยเฉพาะผิวที่เป็นสิวง่าย จะช่วยให้ผิวคุณแข็งแรงและส่งเสริมประสิทธิภาพยารักษาสิวที่คุณเลือกใช้ สารสำคัญที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดสิวได้ เช่น Topical retinoids, Benzoyl Peroxide หรือ Topical Antibiotic นอกจากนี้ควรมีส่วนผสมของสารที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวและเติมความชุ่มชื้น เพราะยารักษาสิวมักมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดปัญหาผิวแห้งลอกบริเวณที่ใช้ยาแต้มสิวได้ 

  • พยายามอย่าเครียด : พูดง่ายกว่าทำก็จริง แต่ความเครียดสามารถกระตุ้นต่อมไขมันของคุณและทำให้สิวแย่ลงได้ 

  • ดูแลตัวเอง : การออกกำลังกายและอาหารที่ดีต่อสุขภาพและครบห้าหมู่จะช่วยให้ร่างกายของคุณมีรูปร่างที่ดี อาหารที่อุดมไปด้วย phytoestrogens เช่น ถั่วเหลือง อาจช่วยให้คุณมีระดับฮอร์โมนที่สมดุลมากขึ้น

  • รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ : รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางในการดูแลรักษาสิวฮอร์โมนได้อย่างถูกต้อง เพราะปัญหาสิวฮอร์โมนมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในที่เป็นตัวกระตุ้น อาจต้องใช้ยาเพื่อช่วยในการรักษาสิว รวมถึงคนที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงยาสิวทุกประเภทและให้แพทย์หรือสูตินรีแพทย์ของคุณแนะแนวทางเลือกในการรักษาสิวฮอร์โมน เพราะยารักษาสิวมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ได้


สิวฮอร์โมนจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาสิวสำหรับวัยรุ่น สิวประจำเดือน หรือสิวที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่พฤติกรรบางอย่างในชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการแปรปรวนได้เช่นกัน เมื่อเราไม่สามารถที่จะควบคุมฮอร์โมนในร่างกายได้ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดและหมั่นดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการเลือกผลิตภัณฑ์รักษาสิวให้เหมาะสม และการรักษาความสะอาดที่เป็นหัวใจหลักของการดูแลรักษาสิวขั้นพื้นฐานที่ไม่ว่าใครก็ทำตามได้ง่ายๆ 


ลงทะเบียนรับข่าวสาร

กรุณากรอกข้อมูลของท่าน เพื่อรับข่าวสาร และโปรโมชันใหม่ๆ จากทางยูเซอริน

  • ผลิตภัณฑ์ใหม่
  • ร่วมกิจกรรมพิเศษ
  • รับข่าวสาร และคำแนะนำ