Skin and sun: UV rays on skin

แสงแดดคืออะไร ? ส่งผลกระทบต่อผิวอย่างไร ?

ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งที่มาของพลังงานทั้งหมด และมีประโยชน์มากมายต่อการดำรงชีวิต เช่น มีส่วนช่วยในการผลิตวิตามินดีในมนุษย์ อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับกระบวนการทางชีวภาพทั่วไปที่ต้องการความสมดุล นั่นคือ แสงแดดเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็มีขีดจำกัด เพราะเมื่อได้รับแสงแดดมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายต่อผิว

แสงแดดคืออะไร ?

แสงแดดประกอบด้วยคลื่นความถี่ของรังสี ที่แตกต่างกันตามความยาวคลื่น แสงที่มองเห็นมีความยาวคลื่นในช่วง 400-700 นาโนเมตรในขณะที่แสงที่มองไม่เห็น ที่สำคัญได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) มีความยาวคลื่นสั้นในช่วง 280-400 นาโนเมตร และแสงอินฟราเรดมีความยาวคลื่นยาวอยู่ในช่วง 700 นาโนเมตร - 1 มม. รังสีที่มีความยาวคลื่นยาว ทั้งแสงที่มองเห็น และอินฟราเรด มีโอกาสที่จะเจาะลึกลงไปก่อให้เกิดความเสียหายในผิวได้น้อย

แสงยูวีความยาวคลื่นสั้นซึ่งทะลุเข้าเซลล์ผิวได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากอนุมูลอิสระได้สูง

อนุมูลอิสระที่มากเกินไป(โมเลกุลออกซิเจน) ก่อให้เกิดความเสียหายของเซลล์ขึ้น สาเหตุของการเกิดริ้วรอย ความเจ็บป่วยเรื้อรัง และโรคอื่น ๆ รวมถึงโรคมะเร็งผิวหนัง 

ภาวะ Oxidative Stress มีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลระหว่างการผลิตอนุมูลอิสระ และความสามารถของร่างกายในการต่อต้านอนุมูลอิสระด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับแสงยูวีซึ่งมีความยาวคลื่นสั้น จะสามารถเจาะผ่านชั้น Stratum corneum, ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ (Upper layers) แต่ไม่สามารถเจาะผ่านชั้น Hypodermis (Lower layer) ได้  อย่างไรก็ตามก็สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนภายในเนื้อเยื่อเหล่านี้ได้
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โครงสร้างของผิว (structure of skin)

แสงยูวีมีด้วยกันสามรูปแบบ คือ อัลตราไวโอเลตเอ(UVA), อัลตราไวโอเลตบี(UVB) และรังสีอัลตราไวโอเลตซี(UVC) 

UVB ให้พลังงานผิวจำเป็นต่อการผลิตวิตามินดี อย่างไรก็ตามมีผลเสียโดยตรงต่อการทำให้ผิวไหม้แดด และการเสียหายของดีเอ็นเอ 
UVA สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิวได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งริ้วรอยก่อนวัย 
UVC ถูกบล็อกโดยชั้นบรรยากาศของโลก ดังนั้นจึงไม่สามารถซึมผ่านเข้ามาก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังได้

ภาพประกอบของแสงยูวี
การซึมผ่านของสเปกรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าสุ่ผิว
ภาพผู้หญิงขณะกำลังปกป้องดวงตาจากแสงอาทิตย์
แนวทางการปกป้องแสงแดด คือ ปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี

UV rays

ปริมาณของแสงยูวีที่ผิวสัมผัสกับขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่นเวลาของวันฤดูกาลที่สูงและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ในช่วงเวลาของรังสียูวีที่รุนแรงเช่นเที่ยงในวันฤดูร้อนที่จะแนะนำให้เลือกที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่ใช้ป้องกันและครีมกันแดดเมื่อออกไปข้างนอกประตู

ภาพประกอบปัจจัยที่มีผลต่อการสัมผัสรังสียูวี

แสงแดดมีผลต่อผิวอย่างไร

แสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี สามารถทำให้เกิดผิวไหม้, ริ้วรอยก่อนวัย, ความเสียหายต่อดวงตา, ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ, ผื่นแพ้แดด(Photoallergic) และผื่นที่เหมือนกับถูกแดดเผาไหม้( Phototoxic reactions) และแม้แต่โรคมะเร็งผิวหนัง แพทย์และแพทย์ผิวหนังจำนวนมากขึ้น เตือนถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างความถี่ของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง และขอบเขตของความเสียหายของดีเอ็นเอ โดยพบว่ากว่า 90% ของมะเร็งผิวหนังเป็นผลมาจากแสงแดด และเป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาที่ดีที่สุด คือการป้องกันโดยการปกป้องผิวจากแสงแดด
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันแสงแดด

ภาพประกอบกราฟฟิกของการป้องกันแสงแดดและซ่อมแซมดีเอ็นเอ
Factors that influence UV exposure

How do UVB rays affect skin?

ส่วนใหญ่ของผลกระทบจากแสงแดดต่อผิวหนัง นั้นเกิดจากรังสียูวีบีและรังสียูวีเอ ตารางด้านล่างแสดงรายละเอียดคุณสมบัติและผลกระทบของรังสีทั้งสองประเภทต่อผิวของเรา

คุณสมบัติของรังสียูวี

คุณสมบัติของรังสียูวีเอ

คุณสมบัติของรังสียูวีบี

รังสียูวีเอมีอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน



รังสียูวีเอจะกระตุ้นเม็ดสีเมลานินที่อยู่ในเซลล์ผิวชั้นบน,ทำให้ผิวเป็นสีน้ำตาลในระยะสั้น

รังสี UVA สามารถผ่านชั้นของเมฆ และหมอกควันได้อย่างไม่จำกัด

รังสี UVA สามารถทะลุผ่านกระจกและหน้าต่าง 

รังสี UVA เจาะลึกผ่านลงไปในผิวชั้นล่าง (ชั้นหนังแท้) มีบทบาทสำคัญในการที่ผิวถูกทำร้ายจากแสงแดดในระยะยาวมากกว่าที่จะเกิดความเสียหายรุนแรง
  • ริ้วรอยผิวก่อนวัยอันควร 
  • ภูมิแพ้แสงอาทิตย์, PLE และผิวไวต่อแดด
  • การกดภูมิคุ้มกัน 
  • ตาและจอประสาทตาเกิดความเสียหาย 

การก่อตัวของอนุมูลอิสระส่งผลกระทบทางอ้อมต่อดีเอ็นเอ


  • การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม (Melanoma) 

ยาที่กระตุ้นให้เกิดผิวไวต่อแสง

รังสีมีความผันผวนตลอดทั้งวัน โดยจะมีความเข้มสูงในตอนเที่ยง 

รังสีจะกระตุ้นการผลิตเมลานินใหม่ ที่มีสีน้ำตาลดำติดทนนาน และกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่หนาขึ้น 

สามารถเผาไหม้ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน และพื้นที่สูง

สามารถเจาะลึกเข้าสู่ผิวได้น้อยกว่ารังสียูวีเอ แต่สามารถสร้างอนุมูลอิสระในทุกระดับของผิวชั้นหนังกำพร้า

ส่งผลกระทบต่อดีเอ็นเอมากกว่ารังสี UVA และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียหายของดีเอ็นเอ 

รังสียูวีบีสามารถเจาะเข้าชั้นที่ลึกที่สุดของเซลล์ผิวหนังชั้นนอก และเป็นสาเหตุหลักการถูกทำร้ายจากดวงทิตย์แบบเฉียบพลัน

  • ผิวไหม้แดด
  • การทำร้ายดีเอ็นเอโดยตรง และโรคมะเร็งผิวหนัง 
  • ตาและจอประสาทตาเกิดความเสียหาย 

ยาที่กระตุ้นให้เกิดผิวไวต่อแสง

การปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี

How do UVA rays affect skin?

ทั้งรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี ล้วนมีอันตรายต่อผิว แต่ความเข้มของรังสียูวีเอนั้นค่อนข้างคงที่ตลอดทั้งวัน ในขณะที่ความรุนแรงของรังสียูวีบีขึ้นกับสภาพแวดล้อม ระบบการจัดอันดับ ปัจจัยป้องกันแสงแดด (SPF) สำหรับครีมกันแดดนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับของการป้องกันยูวีบีของผลิตภัณฑ์ แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์การป้องกันรังสียูวีเอ ต้องมีความสามารถในการป้องกันรังสียูวีเอ อย่างน้อยที่สุดในอัตราส่วน 1:3 (ความสามารถในการป้องกันรังสียูวีเอ:ความสามารถในการป้องกันรังสียูวีบี)

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบถึงความเข้มของแสงยูวีในพื้นที่ที่คุณต้องอยู่ในแต่ละวัน เพื่อที่จะเลือกใช้ระดับการปกป้องรังสียูวีได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้สมาคมการค้าเครื่องสำอางยุโรป (Colipa) ยังได้กำหนดมาตรฐานของครีมกันแดดในการป้องกันรังสียูวี มาตรฐานสากล ISO 24444-2010 เป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือในการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดในการป้องกันรังสียูวี และอยู่ในแนวทางเดียวกันกับคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป

ต้นแบบของผิว และค่าปัจจัยป้องกันแสงแดด (SPF)

ค่าการป้องกันแสงแดดที่ดีที่สุดนั้น ต้องพิจารณาถึงความไวของผิวต่อแสงแดดของแต่ละบุคคลที่แตกต่ากัน (ความเข้มของเม็ดสีของผิวหนัง) และความเข้มของรังสีด้วย 
ค่าปัจจัยที่ป้องกันแสงแดด (SPF) คูณด้วยระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดในการป้องกันตามธรรมชาติของผิวเมื่อมีการสัมผัสกับแสงแดดแล้วไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิวขึ้น

ตารางกราฟฟิกเกี่ยวกับความเข้มของแสง
The effects of sunlight on skin

ผิวของเด็กนั้นบางกว่า และมีความไวต่อแสงอาทิตย์เป็นอย่างสูง ดังนั้นค่าปัจจัยป้องกันแสงแดดที่สูงมากจึงจำเป็นสำหรับการป้องกันรังสียูวีไม่ให้ก่อเกิดความเสียหายต่อผิว 
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผิวของเด็กและแสงอาทิตย์

หากคุณไม่แน่ใจว่าค่าปัจจัยป้องกันแสงแดดเหมาะกับสภาพผิวของคุณหรือไม่ สามารถปรึกษา หรือทำการทดสอบผิวหนังจากแพทย์ผิวหนังได้

ภาพประกอบการป้องกันแสงแดดเท่าไหร่ที่ร่างกายต้องการ
ภาพประกอบควรทาผลิตภัณฑ์กันแดดบ่อยแค่ไหน
Eucerin: superior sun protection tailored to skin type and condition

ผลเชิงบวกจากดวงอาทิตย์

Positive effects of sunlight on skin: Mood enhancement

เป็นที่ทราบกันดีว่าแสงแดดสามารถยกระดับอารมณ์ แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่ทราบกระบวนการที่แน่ชัด แต่การวิจัยพบความจริงว่า การขาดการสัมผัสกับแสงแดดสามารถนำไปสู่การขาดวิตามินดี และความผิดปกติของอารมณ์ตามฤดูกาล (SAD) ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน

การยกระดับอารมณ์ (การป้องกันความผิดปกติของอารมณ์ตามฤดูกาล: SAD) 
การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าอัตราการผลิตเซโรโทนิน (Serotonin)ในสมองได้รับผลกระทบโดยตรงจากปริมาณของแสงแดดที่ร่างกายสัมผัสในวันนั้น ระดับ เซโรโทนิน (Serotonin) สูงในวันที่สดใสกว่าในวันที่ฟ้าครึ้มหรือมีเมฆมาก เซโรโทนิน (Serotonin) เป็นสารเคมีในสมองที่มีประสิทธิภาพที่จะควบคุมอารมณ์และมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกที่มีความสุข 

ในทำนองเดียวกันคนที่มีการลดการสัมผัสกับแสงแดดมักจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวในซีกโลกเหนือพบอาการของภาวะซึมเศร้า, ความยากลำบากในการสร้างความมุ่งมั่น หรือมีอากการเมื่อยล้า และการนอนหลับมากเกินไป หากมีอาการเหล่านี้เข้าด้วยกันจะจัดเป็นความผิดปกติของอารมณ์ตามฤดูกาล หรือ SAD สาเหตุที่แท้จริงของ SAD ยังไม่ทราบกัน แต่เป็นที่รู้กันว่าเกิดจากการขาดการสัมผัสกับแสงแดด เนื่องจากถูกสร้างทฤษฎีขึ้นว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับการลดลงของสร้างวิตามินดี อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

Family walking in the beach
Getting adequate levels of UVB exposure is necessary for many vital processes within the body.
เซโรโทนิน (Serotonin) ถูกผลิตขึ้นในสมอง และได้รับผลกระทบโดยตรงจากปริมานของแสงอาทิตย์ที่ร่างกายได้รับในวันนั้นๆ

วิตามินดี 
วิตามินดี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระบวนการที่สำคัญมากในร่างกาย ช่วยให้กระดูกมีสุขภาพดี และช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า 

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารสำคัญนี้ วิตามินดี 

ผลเชิงลบจากดวงอาทิตย์ต่อผิวหนัง

มีภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์หลายอย่างที่อาจเกิดจากการตากแดด ดังต่อไปนี้คำอธิบายสั้นๆ ของภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด - จากการถูกแดดเผา คือ มะเร็งผิวหนัง

ผิวไหม้แดด


ผิวไหม้แดด (Sunburn) เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของความเสียหายจากดวงอาทิตย์และส่วนใหญ่เกิดจากรังสียูวีบี มีลักษณะ ผิวสีแดง เจ็บและพุพอง อาการเหล่านี้อาจไม่ปรากฏขึ้นทันที อาจใช้เวลาถึงห้าชั่วโมงจึงปรากฏ  ผิวไหม้แดด (Sunburn) สามารถป้องกันได้โดย การใช้ครีมกันแดดทุกวัน และโดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดวงอาทิตย์เมื่อรังสียูวีแรง (10:00-4:00) หลักการรักษาการถูกแดดเผาอคือการระบายความร้อนที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดและการอักเสบ รวมถึงการใช้ผ้าสักหลาดเย็นประคบบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เย็นปลอบประโลมผิว 'หลังจากสัมผัสแสงจากดวงอาทิตย์'
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยูเซอรินหลังจากสัมผัสแสงจากดวงอาทิตย์

หายไป
ผิวไหม้แดด (Sunburn) มีลักษณะสีแดด เจ็บ และผิวพุพอง

ในกรณีที่ถูกแดดเผารุนแรงควรปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรไปพบแพทย์หากถูกแดดเผา และรู้สึกอ่อนแรง หรือผิวพุพองรุนแรง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กหรือทารกอาจทำให้ผิวเกรียมจากแดดรุนแรง (sunburnt)

แพ้แสงอาทิตย์

ผื่นหลายรูปแบบจากแสงแดด (Polymorphus Light Eruption: PLE) เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของการแพ้แสงแดด และถูกวินิจฉัยคิดเป็นประมาณ 90% ของผู้ป่วยทั้งหมดที่มีอาการแพ้แสงแดด มีความชุกในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาประมาณ 20% การแพ้แดดถูกกระตุ้นจากภาวะความเครียดอ็อกซิเดชั่น (Oxidative stress)ที่เกิดโดยรังสี UVA และในระดับน้อย, UVB ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ 

สิวผด หรือ Acne aestivalis (Mallorca acne) เกิดขึ้นเมื่อรังสียูวีรวมกับส่วนผสมบางอย่างในเครื่องสำอางหรือครีมกันแดด เช่น emulsifiers, ก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของไขมันบริเวณรูขุมขน สิวผด (Acne aestivalis) มีผลกระทบต่อประชากรประมาณ 1-2% โดยได้รับผลกระทบมากสุดในวัยรุ่นถึงวัยกลางคน (25-40 ปี) อาการจะคล้ายกันมากกับ PLE และมักจะเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสองลักษณะนี้

ลักษณะอาการของ PLE
อาการของ PLE จะเกิดขึ้น และปรากฏหนึ่งหรือสองวันหลังจากการสัมผัสกับรังสียูวี
ลักษณะอาการของสิวผด (Mallorca acne)
สิวผด(Mallorca acne) เกิดจากการรวมกันของแสงแดดและเครื่องสำอางค์

ยาที่กระตุ้นให้ไวต่อแสง

ปฏิกิริยา Phototoxic และ Photoallergic สามารถพัฒนาได้เมื่อยาซึ่งตามปกติอาจไม่ทำให้เกิดผิวไวตอแสง แต่เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงยูวีที่เข้าสู่ผิวก็จะก่อให้เกิดอาการทางผิวหนังได้ 

ปฏิกิริยาไวต่อแสงสามารถเกิดได้จากทั้งยาชนิดรับประทาน (Systemic) และยาที่ใช้ทาภายนอก ( Topically) และเครื่องสำอาง 
ยาต้านการอักเสบหรือยาแก้ปวดบางตัว เช่น ibuprofen สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาไวต่อแสงได้ ยาอื่น ๆ ที่ใช้กันทั่วไปก็สามารถถูกกระตุ้นได้เมื่อร่างกายสัมผัสแสง รวมถึงยาปฏิชีวนะ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, ยาขับปัสสาวะ, ยากลุ่มสแตนติน,ยากลุ่มเรตินอยด์ และยาฆ่าเชื้อรา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาถึงเรื่องนี้เมื่อเลือกครีม โลชั่น หรือครีมกันแดด 
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยาที่กระตุ้นให้ไวต่อแสง

ผู้หญิงขณะรับประทานยา
ปฏิกิริยาแพ้แสงสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อยาเกิดปฏิกิริยากับรังสีจากดวงอาทิตย์

หากคุณไม่แน่ใจว่ายาที่คุณใช้อยู่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาไวต่อแสงหรือไม่ โปรดติดต่อเภสัชกรหรือแพทย์ผิวหนังเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับยาที่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาไวต่อแสง

The negative effects of sunlight on skin: premature aging

ริ้วรอยผิวก่อนวัยอันควร 
ริ้วรอยก่อนวัยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากแสงแดด รวมถึงฝ้า กระ จุดด่างจากอายุ (หรือที่เรียกว่า “Liver spot”), หลอดเลือดดำที่มีลักษณะเหมือนใยแมงมุม (Spider Vein) บนใบหน้า ผิวหยาบ และริ้วรอย ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงไปถึงการสัมผัสแสงแดด

ภาพผู้หญิงมีอายุ
ริ้วรอยก่อนวัยสามารถถูกกระตุ้นได้โดยการสัมผ้สแสงแดด ทำให้เกิดริ้วรอย และผิวหนังหยาบกร้าน

External factors that influence the way skin reacts to the sun

มะเร็งผิวหนัง 
โรคมะเร็งผิวหนังมีแนวโน้มที่จะเกิดกับผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับดวงอาทิตย์ ดังนั้นผิวหน้าเพื่อจึงเป็นบริเวณหนึ่งที่มีความเสี่ยง เกิดเป็นผื่นผิวหนังที่มีลักษณะหยาบเป็นขุย (Actinic keratosis) ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ 

ผื่นผิวหนังที่มีลักษณะหยาบเป็นขุย (Actinic keratoses) เป็นสะเก็ดแห้งของผิว เกิดความเสียหายหลังจากสัมผัสแสงแดด อาจเป็นสีชมพู, สีแดง หรือสีน้ำตาล มีความกว้าง 0.5 ถึง 3 ซม. พบมากที่สุดบนใบหน้า (โดยเฉพาะริมฝีปากจมูกและหน้าผาก), คอแขน และหลังของมือ และในผู้ชายบนขอบของหู และกระโหลกศีรษะล้าน และในผู้หญิงที่ขาใต้เข่า

The negative effects of sunlight on skin: skin diseases

เซลล์มะเร็งผิวหนังแรกเริ่ม มีลักษณะขนาดเล็ก เติบโตช้า, มันวาว, เป็นก้อนสีชมพูหรือสีแดง หากปล่อยทิ้งไว้จะมีแนวโน้มที่กลายเป็นสะเก็ด, มีเลือดออก หรือพัฒนาเป็นแผลได้ สามารถพบบ่อยที่สุดบนใบหน้า หนังศีรษะ หู มือ ไหล่ และด้านหลัง Squamous cell skin cancers เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ผิวชั้นนอก มักจะมีก้อนสีชมพู, อาจมีลักษณะแข็ง หรือมีเกล็ดบนผิว และส่วนใหญ่มักพบบนใบหน้า, ลำคอ, ริมฝีปาก, หู, มือ, ไหล่, แขน และขา สามารถเกิดเลือดออกง่าย และอาจพัฒนาเป็นแผลในกระเพาะอาหาร 

มะเร็งไฝ หรือ Melanoma เป็นมะเร็งชนิดที่ร้ายแรงที่สุด สัญญาณแรกมักจะเป็นลักษณะของไฝที่เกิดขึ้นใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของไฝที่มีอยู่ melanomas มักจะมีรูปร่างที่ผิดปกติ และมักมีมากกว่าหนึ่งสี มีขนาดใหญ่กว่า 6mm สามารถพบได้ทุกที่บนร่างกาย แต่พบมากที่สุดที่ด้านหลังขาแขน และใบหน้า

ภาพผู้หญิงขณะกำลังมองรอยโรคบริเวณหัวไหล่ซ้าย
โรคมะเร็งผิวหนังที่เกิดจากความเสียหายของการสัมผัสแสงแดด แนะนำวิธีการที่เหมาะสมในการป้องกันผิว
แพทย์ผิวหนังขณะตรวจสอบผิว
การตรวจสอบผิวหนังเป็นประจำเป็นสิ่งจำเป็น - การเปลี่ยนแปลงของผิวควรมีการรายงานไปยังแพทย์ทันที

หากคุณมีข้องกังวลใดเกี่ยวกับอาการถูกทำร้ายจากแสงแดด เราขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือแพทย์ผิวหนัง