
ประเภทของรอยสิวและสาเหตุของรอยสิว รอยดำและรอยแดงจากสิวต่างกันอย่างไร
รอยดำจากสิว
- เกิดจากเนื้อเยื่อถูกทำลายขณะที่เราเป็นสิว โดยผิวบริเวณนั้นยังมีการสร้างเนื้อเยื่อที่ไม่สมบูรณ์ และมีการรวมตัวของเม็ดสีจึงทำให้เกิดรอยดำจากสิวขึ้น
- มักเกิดภายหลังจากที่สิวอักเสบหายดีแล้ว
- แสงแดดมีส่วนทำให้รอยดำจากสิวมีสีเข้มขึ้น
- ลักษณะน้ำตาล เทา หรือน้ำตาลเข้ม โดยผิวยังเรียบ
รอยแดงจากสิว
- เกิดจากการอุดตันในรูขุมขนเพราะต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป และการอุดตันของน้ำมัน และเซลล์ผิวที่ตายแล้วรวมไปถึงแบคทีเรียต่างๆ อาจจะทำให้ผิวหนังอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบขึ้น
- เกิดการอักเสบบริเวณผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดจากการบีบ แคะ แกะสิวจนเกิดอาการบวบช้ำ ทำให้เกิดรอยแดงดังกล่าวขึ้น
- ลักษณะ ชมพู แดง หรือแดงอมม่วง โดยผิวยังเรียบ
รอยหลุมสิว
- รอยหลุมสิวเกิดจากสิวอักเสบ โดยเกิดจากกระบวนการที่ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อขึ้นมาเพื่อรักษาแผลจากสิวอักเสบ แต่มักจะรักษาแผลได้ไม่สมบูรณ์
- สิวอักเสบบางชนิดทำเกิดความเสียหายที่ผิวชั้นล่างที่อยู่ลึกลงไป จนร่างกายสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อได้ไม่เพียงพอแก่การรักษาทั้งหมด ทำให้เกิดเป็นรอยหลุมสิวอยู่ที่ผิวหนังชั้นนอกของเราและรอยหลุมสิวสามารถแบ่งได้อีกหลายลักษณะ
- ลักษณะผิวบุ๋ม เป็นแอ่ง หรือไม่เรียบ
รอยดำจากสิวเกิดจากอะไร ?
รอยดำจากสิว หรือ Post-Inflammatory Hyperpigmentation เกิดเป็นรอยดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้พฤติกรรมการแกะสิว บีบสิว ก็อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่เป็นสิวเกิดการบวมแดงและอักเสบมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดรอยสิวหรือรอยแผลเป็นที่รักษาได้ยากขึ้น มีสาเหตุมาจากการอักเสบที่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นสิว โดยร่างกายจะมีการหลั่งสารอักเสบออกมาที่ใต้ผิวหนัง ส่งผลให้มีการผลิตเม็ดสีเมลานินเป็นจำนวนมากในบริเวณที่เกิดการอักเสบ
โดยลักษณะความเข้มและสีของรอยดำจากสิว จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการอักเสบ ยิ่งอักเสบมาก รอยดำจากสิวก็ยิ่งเข้มและหายช้า ซึ่งโดยปกติสีของรอยสิวจะค่อย ๆ จางลงได้เองตามธรรมชาติ แต่อาจต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน หรือมากกว่านั้น การลดรักษารอยดำจากสิวจึงควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี ภายหลังจากการอักเสบของสิว
รอยแดงจากสิวต่างจากรอยดำอย่างไร?
รอยแดงหลังสิวมักเห็นเป็นสีชมพู แดง หรือแดงอมม่วงแม้สิวจะยุบแล้ว โดยสัมพันธ์กับการอักเสบและความเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดขนาดเล็กบริเวณรอยเดิม จึงแตกต่างจากรอยดำที่สีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีเมลานินเป็นหลัก
หลุมสิวเกิดจากอะไร?
หลุมสิวเป็นแผลเป็นที่มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิว มักสัมพันธ์กับสิวอักเสบที่ลึกหรือรุนแรง เมื่อกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อหลังการอักเสบไม่สามารถทำให้พื้นผิวกลับมาเรียบเหมือนเดิม จึงเหลือเป็นรอยบุ๋มหรือผิวไม่เรียบ หรือที่เรียกว่า atrophic acne scar ต่างจากรอยดำและรอยแดงที่ปัญหาหลักอยู่ที่สีของผิว หลุมสิวมี structural change ร่วมด้วย จึงมักต้องประเมินหัตถการที่ช่วยปรับโครงสร้างและพื้นผิว เช่น Microneedling, laser resurfacing หรือวิธีอื่นตามชนิดและความลึกของแผลเป็น
รอยสิวหายเองได้ไหม?
รอยแดงและรอยดำบางส่วนสามารถค่อย ๆ จางลงตามเวลาได้ แต่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนให้เหมือนกันทุกคน รอยที่เกิดหลังการอักเสบมาก มีสิวเกิดใหม่ต่อเนื่อง หรือผิวเกิดการระคายเคืองซ้ำอาจใช้เวลานานกว่า ส่วนหลุมสิวเป็นแผลเป็นที่มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิว จึงต่างจากรอยสี และหากหลุมเห็นชัดหรือรบกวนความมั่นใจ ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับชนิดของแผลเป็น12 วิธีการลดรอยดำจากสิว รักษารอยสิว รอยหลุมสิวให้หายไป
หลายคนคงจะทราบกันแล้วว่ารอยสิว รอยแดงและรอยดำจากสิว มีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน ทำให้มีวิธีการดูแลรักษารอยสิวและรอยดำจากสิวและวิธีทำให้รอยสิวหายที่แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งระยะเวลาการลดรอยดำจากสิวนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความเข้มของรอยสิวที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยมีวิธีดังต่อไปนี้
1. ทานอาหารที่มีประโยชน์
การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถือเป็นการช่วยลดรอยดำจากสิวที่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ ๆจากภายใน โดยอาจเลือกทานผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากช่วยลดการอักเสบของสิวแล้วยังช่วยลดรอยดำจากสิวได้เช่นกัน
2. หลีกเลี่ยงการแกะ แคะ หรือบีบสิว
ในขณะที่เราเป็นสิวควรหลีกเลี่ยงการแกะ แคะ หรือบีบสิว เพราะพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังมากขึ้น หรือทำให้สิวอักเสบกระจายไปบริเวณอื่นจนทำให้เกิดรอยสิวเยอะมากขึ้น ซึ่งหากเลี่ยงได้นอกจากช่วยลดการอักเสบแล้ว ยังช่วยให้การลดรอยดำจากสิวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. เลเซอร์รักษารอยสิว
การรักษาปัญหารอยสิวด้วยเลเซอร์จะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อมีปัญหารอยหลุมสิว ต้องการลดรอยแผลสิวหรือรอยดำจากสิวที่มีขนาดใหญ่และฝังลึกที่จัดการได้ยาก การเลเซอร์จะเป็นลักษณะของคลื่นพลังงานเข้มข้นที่เข้าไปทำลายเซลล์ผิวบริเวณหลุมสิว เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาทดแทน ช่วยให้รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น การรักษาด้วยแนวทางนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและควรดูแลผิวหน้าภายหลังการรักษา โดยไม่ควรทำอย่างต่อเนื่องเพราะอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวบาง แพ้ง่าย ไวต่อแดด
4. การทำ Microneedling
การรักษาด้วยวิธี Microneedling จะเป็นการเจาะผิว ที่เป็นเทคนิคการรักษารอยหลุมสิวแบบ minimally invasive ที่ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผิวหนังซ้ำๆ เพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินให้ผิวหนังสมานเข้าหากัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีรอยแผลเป็นจากสิว หรือผู้ที่เป็นหลุมสิว วิธีนี้ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการรักษา
5. ฉีดวิตามินผิว
ฉีดวิตามินผิวเป็นการเติมสารอาหารเข้าสู่ผิวโดยตรง ช่วยให้เซลล์ได้รับสารบำรุงหรือวิตามินต่างๆที่จำเป็นในการผลัดเซลล์ผิวใหม่ช่วยให้ลดรอยดำรอยแดงจากสิวได้เร็วขึ้นและสร้างคอลลาเจนเพื่อมาเติมหลุมสิวบริเวณนั้นๆ
6. ยาทาแผลเป็น
การใช้ยาทาแผลเป็น ช่วยในการรักษารอยแผลที่เหลืออยู่จากสิวได้ในบางรูปแบบ แต่การใช้ยาทาแผลเป็นลดรอยสิว ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะยาทาแผลเป็นบางชนิดช่วยในการผลัดเซลล์ผิวด้วย อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือหน้าแห้งตามมาได้
7.ทรีตเม้นต์หรือเลเซอร์ลดจุดด่างดำและรอยสิว
การรักษารอยดำจากสิวหรือหลุมสิวด้วยการทำทรีตเม้นต์หน้าหรือเลเซอร์ลดรอยสิว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่มีปัญหานี้เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็ว เพียงแต่ต้องเพิ่มการดูแลผิวอีกหลายขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจและสามารถวัดผลได้จริง โดยการทำทรีตเม้นต์หน้าที่ช่วยในการรักษารอยสิวที่นิยม ได้แก่ การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ (AHA Treatment) : การใช้กรด AHA เข้ามาช่วยเป็นตัวกระตุ้นในการผลัดเซลล์ผิว เพื่อให้เซลล์ผิวชั้นในสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ช่วยให้จุดด่างดำหรือรอยสิวต่างๆ ดูจางลง

8. ผลิตภัณฑ์ช่วยรักษารอยดำจากสิว
การอักเสบของสิวทำให้เกิดปัญหารอยดำจากสิวอักเสบตามมา อีกหนึ่งวิธีการจัดการปัญหาและรักษารอยสิวที่ง่ายและสะดวก คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหารอยสิวที่มีประสิทธิภาพ ลดการเกิดสิวซ้ำซาก และเพิ่มความกระจ่างใสด้วย Eucerin DERMOPURE CLINICAL TRIPLE ACTION ที่ช่วยลดสิว ลดรอยสิวแล้ว ยังสามารถควบคุมความมัน ลดการอุดตันของต่อมไขมันบนใบหน้า ทำให้ไม่เกิดสิวซ้ำขึ้นอีกด้วย จากคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้
- THIAMIDOL™ ไทอามิดอล สารไบรท์เทนนิ่งประสิทธิภาพดีที่สุดจากยูเซอริน ที่ช่วยตัดตอนรอยดำลึกถึงจุดกำเนิด ด้วยกลไกที่สำคัญที่สุด สำหรับลดเลือนจุดด่างดำต่างๆ ให้ดูลดเลือนได้มากถึง 75% และช่วยจบปัญหารอยดำและจุดด่างดำทุกประเภท ปรับให้ผิวดูกระจ่างใสใน 2 สัปดาห์
- Licochalcone A ช่วยลดอาการระคายเคืองและการอักเสบของผิว
- Salicylic Acid ช่วยสลายน้ำมันอุดตันในรูขุมขน ทำให้ลดการเกิดการอักเสบและป้องกันการอุดตัน สาเหตุของการเกิดสิว
- Sebum Regulation เทคโนโลยี ช่วยควบคุมความมัน ต้นตอของการเกิดสิว
9. ทาครีมบำรุงเพื่อกำจัดต้นเหตุของการเกิดรอยดำจากสิว
อีกหนึ่งวิธีลดรอยสิว รักษารอยสิว และป้องกันการเกิดใหม่ของสิวที่เป็นสาเหตุของรอยดำ Eucerin DERMOPURE CLINICAL TRIPLE ACTION 40 MLเป็นฟลูอิดสูตรออยล์ฟรีสำหรับผิวมันเป็นสิวง่าย ที่ผสานสารสำคัญเพื่อดูแลสิว การอุดตัน และรอยดำหลังสิวในขั้นตอนเดียว
- Salicylic Acid (BHA) ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันของรูขุมขน จึงช่วยดูแลปัญหาสิวอุดตันและผิวเป็นสิวง่าย
- Thiamidol® ช่วยดูแลปัญหารอยดำหลังสิว จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีทั้งสิวและรอยสิวในเวลาเดียวกัน
- Anti-inflammation Complex ที่ผสาน Licochalcone A, Glucosylrutin และ Isoquercitrin ช่วยดูแลผิวที่มีปัญหาการอักเสบจากสิว พร้อมด้วย Panthenol และ Pantolactone เพื่อเสริมการบำรุงผิว
- เนื้อฟลูอิด Oil-Free เหมาะสำหรับผิวมันเป็นสิวง่าย และถูกวางเป็นผลิตภัณฑ์หลักในขั้นตอนบำรุงสำหรับผู้ที่มีทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ และรอยสิว
10. ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
หากลองตามวิธีข้างต้นแล้ว แต่รอยสิวยังไม่จางลง หรือมีอาการอักเสบมากขึ้น หรือมีรอยแผลเป็น แนะนำควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล
11. ควบคุมสิวที่ยังเกิดอยู่ เพื่อลดการสร้างรอยใหม่
การดูแลรอยสิวควรควบคู่ไปกับการคุมสิวที่ยังเกิดอยู่ด้วย เพราะสิวอักเสบใหม่แต่ละครั้งสามารถทิ้งรอยแดง รอยดำ หรือแผลเป็นใหม่ตามมาได้ หากยังมีสิวเกิดซ้ำต่อเนื่อง แม้รอยเดิมจะค่อย ๆ จางลงก็ยังมีรอยใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ดี
12. ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน
การล้างหน้าควรล้างเพื่อขจัดความมัน สิ่งสกปรก และผลิตภัณฑ์แต่งหน้าที่ตกค้าง โดยไม่ทำให้ผิวแสบ แห้งตึง หรือระคายเคือง การล้างหน้าบ่อยหรือขัดผิวแรงไม่ได้ทำให้รอยสิวจางเร็วขึ้น สำหรับผิวเป็นสิวง่าย แนะนำว่าควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิว หลีกเลี่ยงการถูหน้าด้วยอุปกรณ์หรือสครับที่รุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมีสิวอักเสบหรือระคายเคือง
ป้องกันที่ต้นเหตุของการเกิดรอยสิว รอยดำจากสิว
1. ทานอาหารที่มีประโยชน์
การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถือเป็นการช่วยลดรอยดำจากสิวที่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากภายใน โดยอาจเลือกทานผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากช่วยลดการอักเสบของสิวแล้วยังช่วยลดรอยดำจากสิวได้เช่นกัน
2. หลีกเลี่ยงแสงแดด
แสงแดดถือเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้รอยดำจากสิวเข้มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สีผิวบริเวณนั้นไม่สม่ำเสมอด้วย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00-15.00 น. และทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและยังลดรอยดำและจุดด่างดำจากสิวได้ด้วย
3. มาส์กหน้าด้วยว่านหางจระเข้
การมาส์กหน้าด้วยว่านหางจระเข้ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดการอักเสบของสิว เพราะในว่านหางจระเข้นั้นมีสาร Aloesin ที่ช่วยลดการอักเสบ และมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยสมานแผล และรักษาความสมดุลของผิว และช่วยให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น
4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เราควรดื่มน้ำวันละ 8-9 แก้วต่อวัน เพราะเป็นปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ และการดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น เติมเต็มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิวจากภายในสู่ภายนอก ทั้งยังช่วยขับสารพิษ และของเสียออกจากร่างกาย ช่วยลดการสะสมของเสียรวมถึงสารพิษในชั้นผิวหนังและช่วยให้รอยสิวแลดูจางลง
5. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอถือเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สามารถฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้สร้างเซลล์ผิวใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เก่าควรนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อง 8-9 ชม
6. หลีกเลี่ยงความเครียด
ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวเครียดได้ ดังนั้นควรหาเวลาผ่อนคลาย ลดความเครียดอย่างการเล่นโยคะ นั่งสมาธิก็สามารถทำให้จิตใจของเราผ่อนคลายขึ้นได้
ดังนั้น เพื่อลดโอกาสการเกิดปัญหาสิวอักเสบและปัญหารอยดำจากสิว ควรใส่ใจดูแลผิวหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ และเมื่อเป็นสิวควรรีบดูแลทันที อย่าปล่อยปัญหาทิ้งไว้เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้รอยสิวมีสีเข้มขึ้นจนดูแลรักษารอยสิวได้ยาก ซึ่งอีกหนึ่งวิธีลดรอยดำจากสิวที่สามารถทำได้คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดรอยดำและป้องกันการเกิดรอยดำจากสิวได้อย่างตรงจุด พร้อมปรับสภาพผิวให้สว่างกระจ่างใส เรียกว่าตอบโจทย์การดูแลผิวได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่ไม่ควรทำถ้าอยากให้รอยสิวจางลง
บทสรุป
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษารอยสิว (5)
-
รอยดำจากสิวหายเองได้ไหม?
รอยดำบางส่วนสามารถค่อย ๆ จางลงตามเวลาได้ แต่ระยะเวลาแตกต่างกันในแต่ละคนและอาจใช้เวลาหลายเดือน การเกิดสิวใหม่ การระคายเคือง และแสงแดดเป็นปัจจัยที่ควรควบคุมระหว่างดูแลรอย -
รอยสิวหายภายใน 7 วันได้ไหม?
ไม่ควรคาดหวังว่ารอยสิวทุกชนิดจะหายภายใน 7 วัน ความแดงจากการอักเสบอาจลดลงได้เร็วในบางคน แต่รอยดำและโดยเฉพาะหลุมสิวมักต้องใช้เวลานานกว่า จึงควรประเมินจากแนวโน้มว่ารอยค่อย ๆ ดีขึ้นมากกว่ากำหนดวันหายตายตัว -
รอยแดงกับรอยดำใช้วิธีเดียวกันได้ไหม?
ไม่ทั้งหมด เพราะรอยแดงสัมพันธ์กับการอักเสบและความเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ส่วนรอยดำเกี่ยวข้องกับ pigmentation แม้การควบคุมสิว ลดการระคายเคือง และป้องกันแดดจะเป็นพื้นฐานที่มีประโยชน์ต่อทั้งสองกลุ่ม แต่ treatment เฉพาะทางอาจแตกต่างกัน -
Microneedling เหมาะกับรอยสิวแบบไหน?
Microneedling ถูกใช้เด่นกับ acne scar ชนิดบุ๋มบางประเภทมากกว่าการใช้เป็นวิธีแรกสำหรับรอยดำที่ผิวยังเรียบ การประเมินชนิดและความลึกของหลุมสิวก่อนทำจึงมีความสำคัญ -
เมื่อไรควรพบแพทย์เรื่องรอยสิว?
ควรพบแพทย์เมื่อมีสิวอักเสบรุนแรง มีหลุมสิวหรือแผลเป็นนูนชัด เกิดรอยใหม่ต่อเนื่อง รอยส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหรือความมั่นใจมาก หรือดูแลด้วยวิธีพื้นฐานแล้วไม่ดีขึ้นตามที่คาด







